source : http://thai.cri.cn/247/2012/04/03/225s196456.htm
การพัฒนาพลังงานสีเขียวของจีน
ทำให้สื่อมวลชนต่างประเทศเกิดความสนใจอย่างมาก เมื่อเร็วๆ นี้ หนังสือพิมพ์
เดอะ การ์เดี้ยน(The Guardian)ของอังกฤษรายงานว่า ปี 2012
ปริมาณการใช้ถ่านหินของจีนจะมากถึง 50% ของทั่วโลก แต่ในขณะเดียวกัน
จีนกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตพลังงานสีเขียวในเขตภาคตะวันตกอย่างเป็นขั้น
ตอน ทางการจีนกำหนดเป้าหมายว่า จนถึงปี 2020
ปริมาณการผลิตพลังงานหมุนเวียนจะครองสัดส่วน 15%
ของยอดการผลิตพลังงานของทั่วประเทศ
หนังสือพิพม์ เดอะ การ์เดี้ยนระบุว่า
การลงทุนมหาศาลด้านอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนอาจจะทำให้จีนกลายเป็น"ประเทศ
มหาอำนาจด้านพลังงานสีเขียว"
มณฑลกันซู่อยู่ทางภาคตะวันตกของจีน
ที่นี่เป็นถิ่นกำเนิดเหมืองน้ำมันแห่งแรกของจีน และมีเหมืองถ่านหิน
โรงงานเหล็กกล้าหลายแห่ง แม้ว่าเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของจีน
แต่ก็เกิดมลภาวะและทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง
พร้อมๆ กับนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนของจีน ปีหลังๆ นี้
ทางการจีนได้ใช้ความพยายามอย่างมาก
โดยลงทุนมหาศาลในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสี
เขียว พลังงานสะอาด และพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจ
ทำให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตมณฑลกันซู่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เมืองจิ่วฉวนซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 3 ของมณฑลกันซู
ปัจจุบันมีวิสาหกิจผลิตพลังงานหมุนเวียนกว่า 50
แห่งมาตั้งและเปิดทำการที่นี่ เมื่อก่อนในเขตนี้ กังหันลมไม่ค่อยมีให้ีเห็น
แต่ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กังหันลมครอบคลุมเขตพื้นที่กว้างใหญ่ตามชานเมือง
เฉพาะเมืองจิ่วฉวนก็มีกำลังผลิตไฟฟ้าพลังลม 6,000 ล้านกิโลวัตต์
เท่ากับยอดการผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศอังกฤษ
ทางการท้องถิ่นมีโครงการพัฒนา โดยกำหนดเป้าหมายว่า จนถึงปี 2015
ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มจากปัจจุบัน 3 เท่า ถึงเวลานั้น
เขตนี้จะกลายเป็นโรงผลิตไฟฟ้าพลังลมที่ใหญ่ที่สุดของโลก
เมืองจิ่วฉวนภาษาจีนแปลว่า "น้ำพุแห่งเหล้าอร่อย"
ชื่อนี้มาจากตำนานที่เล่ากันว่า เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน
ชนเผ่าซงหนูซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าทางภาคตะวัตตกเฉียง
เหนืองของจีน มักจะเข้ามารุกรานแผ่นดินของชาวฮั่น
ทำให้ประชาชนท้องถิ่นใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้นทุกข์ทรมานและวาดกลัวตลอด
ดังนั้น กษัตริย์ฮั่น อวู่จี้ จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้นายพล ฮั่ว ฉวี้ปิ้ง
ไปปราบปราม
แม้ว่าการตามล่ากลุ่มทหารชนเผ่าน้อยบนหลังม้าเป็นเรื่องที่ยากมาก
แต่หลังจากการสู้่รบอย่างดุเดือดเป็นเวลาหลายปี
สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จได้ กษัตริย์ฮั่น อวู่ตี้ทรงพอพระราชหฤไทยอย่างมาก
ทรงพระราชทานน้ำจันทร์ถังหนึ่งแก่นายพล ฮั่ว ฉวี้ปิ้ง
นายพลท่านนี้เป็นผู้มีจิตเมตตา
ต้องการให้ทหารที่ติดตามเขามาตลอดมีโอกาสดื่มเหล้าพระราชทาน
แต่มีเหล้าแค่เพียงถังเดียว ยังไงก็ไม่พอแจก คิดไปคิดมา
เลยตัดสินใจเทเหล้าลงในบ่อน้ำพุงแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในค่ายทหาร
ทำให้ในบ่อน้ำพุทั้งบ่อมีกลิ่นเหล้าหอม
ทหารทุกนายจึงได้มีโอกาสได้ดื่มเหล้าพระราชทาน
เมืองนี้จึงได้ชื่อจิ่วฉวนตั้งแต่นั้นมา
เมืองจิ่วฉวนเป็นเมืองที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล
ตั้งแต่ใต้จรดเหนือยาว 550 กิโลเมตร จากตะวันออกถึงตะวันตกยาว 608 กิโลเมตร
มีพื้นที่ประมาณ 200,000 ตารางกิโลเมตร แต่มีประชากรแค่เพียง 1.1 ล้านคน
ซึ่งถือว่าเป็นเขตที่มีประชากรน้อยมาก
เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตโกบีและทะเลทราย
ผู้ที่เคยนั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองตุนหวาง
ซึ่งเป็นเมืองขึ้นชื่อระดับโลกเนื่องจากมีถ้ำม่อเกาคู
สถานที่ที่มีพระพุทธรูปแกะสลักจำนวนมาก
ก็มักจะลงรถไฟที่เมืองจิ่วฉวนและนั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังถ้ำ
เมื่อปี 1958
รัฐบาลจีนเลือกสถานที่สร้างศูนย์ส่งดาวเทียมภายในประเทศ
และพบว่าบริเวณเขตตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเป็นเขตพื้นที่ทะเลทรายที่ทรุ
กันดาร มีประชากรน้อย จึงเริ่มสร้างฐานส่งดาวเทียมที่นี่ ตั้งแต่นั้นมา
ฐานแห่งนี้ได้ยิงส่งดาวเทียม
จรวดตลอดจนยานอวกาศเสินโจวด้วยความสำเร็จหลายครั้ง
เนื่องจากเมืองจิ่วฉวนเป็นเมืองที่ใกล้กับฐานยิงส่งที่สุด
ซึ่งห่างกันแค่เพียง 200 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น
ชาวจีนส่วนใหญ่จึงคุ้นเคยกับเมืองนี้ตั้งแต่นั้นมา
วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555
ส.ว.คำนูณ กับนิยามปิโตรเลียมของรัฐ
โดย บัณรส บัวคลี่
http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9550000034833
ส.ว.คำนูณ สิทธิสมานแสดงเจตนารมณ์ว่าจะผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญนิยามให้ปิโตรเลียมและ แร่เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ การจัดสรรรวมทั้งบริหารจัดการต้องกระทำโดยองค์กรอิสระที่มีภาคประชาชนเข้า ร่วมด้วย
ไม่ง่ายเลยครับ ! การผลักดันของคุณคำนูณยังมีเส้นทางอยู่อีกไกลเพราะตอนนี้ยังตั้งสสร.เลย และที่สำคัญไม่รู้เขาจะเอาด้วยหรือเปล่า ยังไงเสียสสร.ชุดนี้มันก็คงถูกเสกให้ยกมือตามผู้กำกับจากฝ่ายการเมืองอยู่ดี การแก้นิยามดังกล่าวมีผลโดยตรงกับ “อำนาจและผลประโยชน์” ของเทคโนแครตและนักการเมืองโดยตรงโอกาสที่ “พวกเขา”จะบรรจุและผ่านประเด็นนี้เหมือนกับเมื่อครั้ง สสร.1 นิยามคลื่นกระจายเสียงให้เป็นสาธารณะคงเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ ยกเว้นประชาชนจะเรียกร้องเรื่องนี้เป็นกระแสใหญ่ขึ้นมา
ข้อเสนอของคุณคำนูณครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ลึกไปลงไปถึงระดับโครง สร้างของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และไม่ได้เกินเลยนักหากจะบอกว่านี่เป็นข้อเสนอเพื่อ “ปฏิรูปการปิโตรเลียม” และทรัพยากรแร่ธาตุของประเทศไทย
ปมที่เป็นหัวใจของข้อเสนอนี้อยู่ที่ “คำนิยามใหม่”ที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงใน 3 ประเด็นกระบวนการและวิธีปฏิบัติของรัฐไทยที่สำคัญคือ 1-/ ความเป็นเจ้าของทรัพยากรที่ชัดเจนขึ้น 2-/ การจัดการส่วนแบ่งผลประโยชน์แบบใหม่ที่ไม่ใช่กลไกแบบปัจจุบันและ 3-/ กระบวนการจัดการอุตสาหกรรมปิโตรเลียมที่วางอยู่บนฐานประโยชน์ส่วนรวมของรัฐ และประชาชนส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ตกในมือนักการเมืองและขุนนางพลังงานเช่นทุกวัน)
แน่นอนครับข้อเสนอแบบนี้ย่อมนำมาสู่การวิวาทะถกเถียง เช่นอาจมีผู้โต้ว่าแล้วแบบที่เป็นอยู่มันไม่ดีตรงไหน เพราะระบบการจัดการผลประโยชน์ปิโตรเลียมในโลกนี้มีหลักๆ ก็แค่ 2 ระบบนั่นคือ ระบบสัมปทาน และ ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งต่างก็มีจุดดีจุดด้อยของตนเอง และที่สำคัญประเทศไหนๆ ทั่วโลกเขานิยามกันว่า “ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ” กันแทบทั้งนั้นยกเว้นสหรัฐอเมริกาที่เขามีแบบแผนจากจารีตที่ให้สิทธิผู้เป็น เจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียมหลายระดับ รัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่นมาจนถึงเอกชนเจ้าของที่ดิน เพราะเขาถือหลักสิทธิครอบครองเหนือขึ้นไปในอากาศและลึกลงไปใต้ดิน persons who owned real property owned "from the depths to the heavens"
มันเป็นการเถียงคนละมุม ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกครับเพราะทรัพยากรธรรมชาติทั้งแร่ธาตุน้ำป่าไปจนถึงคลื่น เสียงควรจะเป็นสมบัติกลางหรือใช้คำว่า “ของรัฐ” แต่ทว่า “รัฐที่ดี” ควรจะบริหารจัดการทรัพยากรส่วนกลางดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม และต่อประชาชนส่วนใหญ่ – ใช่หรือไม่ ? หากทำไม่ได้หรือมีปัญหาก็สมควรจะกำหนดเงื่อนไขหรือนิยามความหมายให้ชัดเจน หรือครอบคลุมขึ้น
อย่างเช่นประธานาธิบดีฮูโก้ ชาเวซ แห่งเวเนซูเอล่าอ้างความที่รัฐเป็นเจ้าของปิโตรเลียม ประกาศให้ผู้รับสัมปทานน้ำมันมาเจรจาต่อรองผลประโยชน์ใหม่ กลายเป็นแบ่งให้รัฐ 80% เอกชนผู้รับสัมปทานเอาไป 20% แล้วรายได้ดังกล่าวตกเป็นของ “รัฐ” เพื่อประโยชน์ส่วนรวมแห่งรัฐอย่างแท้จริง
ในทางกลับกัน ประเทศสารขัณฑ์นามว่าไทยที่นิยามความหมายว่าปิโตรเลียมเป็นของรัฐ แทนที่จะจัดการให้ “รัฐ” ที่หมายถึงผลประโยชน์ส่วนรวมโดยเฉพาะประชาชนได้ประโยชน์กลับบริหารจัดการ กิจการปิโตรเลียมแบบที่ยิ่งทำประชาชนยิ่งไม่ได้ประโยชน์ ผู้ที่ได้ส่วนแบ่งอันหอมหวานกลับเป็นเอกชนต่างชาติ ส่วนคนในชาติที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ กลับเป็นพ่อค้าเทคโนแครตนักการเมืองจำนวนไม่กี่คน
พรบ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 แก้ไขมาหลายรอบจนกระทั่งรอบล่าสุดเมื่อ 2550 มีฐานคิดว่าประเทศของเราไม่ได้เป็นแหล่งน้ำมันไม่ได้เป็นผู้ผลิต กฎหมายออกมาในยุคนั้นก็แค่การพยายามช่วยเหลือตัวเองในกิจการด้านนี้เท่าที่ ทำได้เช่นเพิ่งจะพยายามตั้งโรงกลั่นน้ำมันสั่งน้ำมันดิบมากลั่นใช้เอง หรือพยายามขุดเจาะสำรวจ การแก้ไขกฏหมายแต่ละรอบก็เพื่ออำนวยความสะดวกหรือการดึงดูดให้ต่างชาติเข้า มาลงทุน อย่างไรก็ตามบรรพชนของเราก็ใช่จะขายตัวขายชาติไปเสียทุกคน เนื้อหาของกฏหมายนี้พยายามจะปกป้องผลประโยชน์ของรัฐเท่าที่จะทำได้
ปัญหาเกิดขึ้นชัดเจนในยุคหลัง คือยุคที่เราเริ่มเห็นน้ำเห็นเนื้อจากการสำรวจว่าประเทศของเราเป็นแหล่ง ทรัพยากรพลังงานที่แม้จะไม่มากมหาศาลเหมือนตะวันออกกลางแต่ก็มากพอที่จะทำ เงินเป็นแสนล้านให้กับผู้เกี่ยวข้อง ผลประจักษ์ที่มีรูปธรรมมากมาย แสดงให้พวกเราประชาชนชาวไทยเห็นว่า ฝ่ายบริหารคือนักการเมือง+ ขุนนางข้าราชการเทคโนแครตไม่ได้ดำเนินการในการกำกับบริหารควบคุมดูแลกิจการ ด้านปิโตรเลียมให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐ (ที่หมายถึง ประเทศชาติส่วนรวมและประชาชนส่วนใหญ่) อย่างแท้จริง
ถ้าบริหารกิจการปิโตรเลียมโดยยึดประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ประชาชน จริง การประกาศเชิญชวนเอกชนต่างชาติมาขอสัมปทานสำรวจและขุดเจาะต้องเปิดเผยโปร่ง ใสอยู่บนหลักการคัดเลือกที่ประเทศชาติได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะกิจการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์เป็นพันเป็นหมื่นล้าน
การคัดเลือกตั้งต้องตั้งบนความสามารถ และข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับรัฐ ไม่ใช่แค่เพราะเป็นเพื่อนหรือพวกของนักการเมือง
กรณีบริษัทของโมฮัมเหม็ด อัลฟาเยด เพื่อนของทักษิณ ชินวัตร ที่มีข่าวบินมาคุยกันเรื่องพลังงานในช่วงปลายยุคทักษิณ แล้วต่อมาตั้งบริษัทชื่อ “Harrods Energy” ได้สัมปทานสำรวจขุดเจาะ 4 แปลงในอ่าวไทย อีกแปลงได้สัมปทานบังหน้าแต่วงการเขาบอกว่าสำรวจแหล่งแร่แถวชายฝั่งพังงา สรุปว่า แฮรอดส์ เอนเนอร์ยี่ ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันและต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น “เพิร์ลออยล์” Pearl Oil ยังได้ต่ออายุสัญญาสัมปทานไปอีก (ทั้งๆที่ช่วงแรกไม่ได้มีความคืบหน้าอะไรเลย)
ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองและขุนนางเทคโนแครต ถือว่า “ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ” ย่อมต้องกำกับควบคุมอนุญาตและดำเนินการให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่แท้จริงของ “รัฐ” ที่หมายถึงประเทศชาติส่วนรวมและประชาชนส่วนใหญ่ รายละเอียดสัญญาสัมปทานต้องเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงได้ แต่สัญญาสัมปทานปิโตรเลียมบริษัทไหนได้สิทธิ์ยกเว้นอะไรบ้าง ฯลฯ ไม่เคยโผล่มาให้ประชาชนเห็น จะมีก็แค่ประกาศเป็นการสรุปในแต่ละช่วงซึ่งก็ไม่ใช่รายละเอียดสัญญาจริง
ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองทำหน้าที่บนผลประโยชน์ของประชาชน จริง ต้องระวังอย่างยิ่งกับการให้สัมปทานบริษัทหน้าใหม่เพิ่งตั้งใหม่สด ๆ ร้อนๆ เสนอตัวเข้ามาหากินกับทรัพย์สมบัติของประเทศ ทั้งๆ ที่ในกฎหมายเขาก็บอกว่าไว้ผู้เสนอตัวต้องมีประสบการณ์มีอะไรต่อมิอะไรมากมาย เป็นเงื่อนไข บริษัทหน้าใหม่เหล่านี้ก็ได้งานไปสบายๆ
กรณีบริษัทมิตรา เอ็นเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด ที่กำลังขุดเจาะที่เขตทวีวัฒนาก็เหมือนกัน เป็นกลุ่มบริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่วางตัวเองไว้ที่การสำรวจขุดเจาะละแวก เอเชียนตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันได้งานที่อินโดนีเซีย เวียดนามมากมายส่วนของไทยมีสัดส่วนนิดเดียว ปัญหาก็คือ บริษัทนี้จดทะเบียนมาปุ๊บก็ได้งานของไทยเป็นลำดับแรกๆ แล้วค่อยใช้ฐานโปรไฟล์ดังกล่าวไปคว้าสัมปทานในประเทศเพื่อนบ้าน กรณีของมิตราฯก็เช่นเดียวกันยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดสัญญาสัมปทานให้ สาธารณะรับรู้ คำว่ารายละเอียดคือตัวสัญญา ไม่ใช่บรรยายสรุปแค่ว่าได้งานแปลงอะไรไปตั้งแต่ปีอะไรและคืนมาจำนวนเท่าไหร่ หากแต่เป็นรายละเอียดข้อผูกพันระหว่าง “รัฐไทย” กับ “บริษัทเอกชนต่างชาติ” ที่คนไทยควรจะเข้าถึงได้ เช่นเดียวกับคุณสมบัติที่ผ่านการพิจารณาตามมาตรา 24 แห่งพรบ.ปิโตรเลียม ว่าเคยมีประสบการณ์อะไรมา เชื่อมั่นได้แค่ไหน
เรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นข้อมูลลับเฉพาะที่มีแต่ขุนนางพลังงานกับ นักการเมืองเท่านั้นที่รู้ ซึ่งมันไม่เป็นธรรมกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ถ้าพวกท่านยังคิดว่าประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรดังกล่าว
การขอเปลี่ยนแปลงนิยามของปิโตรเลียมให้ชัดเจนขึ้นว่าเป็นทรัพยากรที่ ประชาชนร่วมกันเป็นเจ้าของบรรจุในรัฐธรรมนูญใหม่เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2540 นิยามความหมายของคลื่นความถี่ให้เป็นของสาธารณะ จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการดำเนินการ วิธีคิด วิธีปฏิบัติเสียใหม่
อย่างน้อยต้องวางอยู่บนผลประโยชน์ และความรับรู้ของประชาชนส่วนใหญ่
ซึ่งแน่นอนมันจะยกเลิกวิธีการแบบที่บริษัทโน้นเป็นเพื่อนนักการเมือง ใหญ่คนนี้ มีประกาศสัมปทานแปลงใหม่ๆ ก็งุบงิบพิจารณากัน รายละเอียดผลตอบแทนเงื่อนไขลดหย่อนต่างๆ ไม่เคยปรากฏต่อสาธารณะ
ประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่นับจากยุคอาณานิคมเป็นต้นมาล้วนแต่เกี่ยว ข้องกับการไล่ล่าทรัพยากรจากต่างแดนเพื่อประโยชน์ของมหาอำนาจไม่กี่ประเทศ ในยุคหนึ่งประเทศไทยถูกบังคับกลายๆ ให้เปิดสัมปทานป่าไม้ให้บริษัทฝรั่ง จนกระทั่งไม้สักหมดไปจากป่าภาคเหนือ รวมไปถึงการขุดเหมืองทำแร่ดีบุกเพื่อส่งออกให้ฝรั่งเป็นล่ำเป็นสันในภาคใต้ ซึ่งตอนนั้นอาจจะมีคนบอกว่าก็เราแบ่งสัดส่วนผลประโยชน์กัน ฝรั่งได้ไม้สักไปส่วนเราได้เงินส่วนแบ่งกลับมาเข้ารัฐ ก็เป็นธรรมดีแล้วนี่ ...เราลองใช้สายตาของศตวรรษที่ 21 มองย้อนกลับไปสิครับว่ามันเป็นธรรมหรือไม่ เอาเรือปืนมาจ่อบอกให้เปิดสัมปทานป่าไม้ให้ แรงงานกุลีถ้าขึ้นทะเบียนเป็นคนในบังคับเขาทำผิดอะไรก็ไม่ต้องขึ้นศาลไทย ฯลฯ
มาวันนี้ วันที่ปิโตรเลียมกลายเป็นลมหายใจของโลกยุคใหม่ ทุกชาติทั้งมหาอำนาจกระจอกอำนาจต้องวุ่นวายกับเรื่องน้ำมันถึงขั้นต้องก่อ สงครามเพื่อฮุบประโยชน์ส่วนนี้ ประเทศไทยของเรายังติดกลุ่มประเทศผู้เก็บอัตราภาษีและส่วนแบ่งปิโตรเลียมต่ำ มากประเทศหนึ่ง โดยไม่มีใครคิดจะปรับเปลี่ยนอะไร ซึ่งทำให้ผมนึกถึงในยุคที่ฝรั่งมาตัดไม้สักบ้านเราแล้วอาจจะมีคนบอกว่าคิด ภาษีเขาเท่านี้ก็พอ เพราะเพื่อนบ้านก็คิดกันเท่าๆ นี้แหละ
เหมือนกันเลยกับกรณีสัมปทานปิโตรเลียม ชาติที่เขาหัวแข็งรู้สันดานฝรั่งเขาจึงไม่ยอมให้มาตักตวงประโยชน์จากบ้านเขา ง่ายๆ ตั้งกำแพงเงื่อนไขไว้สูงๆ แต่สำหรับบ้านเรากลับเดินตามแบบที่ถูกกำหนดไว้เช่น อัตรามาตรฐานส่วนแบ่งและภาษีปิโตรเลียมควรจะเป็นเท่านั้นเท่านี้ เหมือนกับเกรงว่าไม่มีใครจะมาลงทุนขุดเจาะ ปุดโธ่! ยุคนี้มีแต่คนแย่งกัน โดยเฉพาะนักการเมืองไทยนักการเมืองเพื่อนบ้านนี่แหละตัวดีสมคบกับฝรั่งจะ เข้ามาเอาสัมปทานให้ได้
เอาเฉพาะเรื่องอัตราภาษีเงินได้ปิโตรเลียมและค่าภาคหลวงก็สามารถ เขียนต่อได้อีกเยอะเลย ข้อเขียนว่าด้วยปิโตรเลียมและความพยายาม “ปฏิรูปการปิโตรเลียม” ผ่านนิยามกฏหมายในลักษณะเดียวกับคลื่นความถี่ยังต้องว่ากันยาวอีกหลายยกครับ ให้ถือว่าฉบับนี้เป็นบทไหว้ครูก็แล้วกัน
http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9550000034833
ส.ว.คำนูณ สิทธิสมานแสดงเจตนารมณ์ว่าจะผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญนิยามให้ปิโตรเลียมและ แร่เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ การจัดสรรรวมทั้งบริหารจัดการต้องกระทำโดยองค์กรอิสระที่มีภาคประชาชนเข้า ร่วมด้วย
ไม่ง่ายเลยครับ ! การผลักดันของคุณคำนูณยังมีเส้นทางอยู่อีกไกลเพราะตอนนี้ยังตั้งสสร.เลย และที่สำคัญไม่รู้เขาจะเอาด้วยหรือเปล่า ยังไงเสียสสร.ชุดนี้มันก็คงถูกเสกให้ยกมือตามผู้กำกับจากฝ่ายการเมืองอยู่ดี การแก้นิยามดังกล่าวมีผลโดยตรงกับ “อำนาจและผลประโยชน์” ของเทคโนแครตและนักการเมืองโดยตรงโอกาสที่ “พวกเขา”จะบรรจุและผ่านประเด็นนี้เหมือนกับเมื่อครั้ง สสร.1 นิยามคลื่นกระจายเสียงให้เป็นสาธารณะคงเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ ยกเว้นประชาชนจะเรียกร้องเรื่องนี้เป็นกระแสใหญ่ขึ้นมา
ข้อเสนอของคุณคำนูณครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ลึกไปลงไปถึงระดับโครง สร้างของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และไม่ได้เกินเลยนักหากจะบอกว่านี่เป็นข้อเสนอเพื่อ “ปฏิรูปการปิโตรเลียม” และทรัพยากรแร่ธาตุของประเทศไทย
ปมที่เป็นหัวใจของข้อเสนอนี้อยู่ที่ “คำนิยามใหม่”ที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงใน 3 ประเด็นกระบวนการและวิธีปฏิบัติของรัฐไทยที่สำคัญคือ 1-/ ความเป็นเจ้าของทรัพยากรที่ชัดเจนขึ้น 2-/ การจัดการส่วนแบ่งผลประโยชน์แบบใหม่ที่ไม่ใช่กลไกแบบปัจจุบันและ 3-/ กระบวนการจัดการอุตสาหกรรมปิโตรเลียมที่วางอยู่บนฐานประโยชน์ส่วนรวมของรัฐ และประชาชนส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ตกในมือนักการเมืองและขุนนางพลังงานเช่นทุกวัน)
แน่นอนครับข้อเสนอแบบนี้ย่อมนำมาสู่การวิวาทะถกเถียง เช่นอาจมีผู้โต้ว่าแล้วแบบที่เป็นอยู่มันไม่ดีตรงไหน เพราะระบบการจัดการผลประโยชน์ปิโตรเลียมในโลกนี้มีหลักๆ ก็แค่ 2 ระบบนั่นคือ ระบบสัมปทาน และ ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งต่างก็มีจุดดีจุดด้อยของตนเอง และที่สำคัญประเทศไหนๆ ทั่วโลกเขานิยามกันว่า “ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ” กันแทบทั้งนั้นยกเว้นสหรัฐอเมริกาที่เขามีแบบแผนจากจารีตที่ให้สิทธิผู้เป็น เจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียมหลายระดับ รัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่นมาจนถึงเอกชนเจ้าของที่ดิน เพราะเขาถือหลักสิทธิครอบครองเหนือขึ้นไปในอากาศและลึกลงไปใต้ดิน persons who owned real property owned "from the depths to the heavens"
มันเป็นการเถียงคนละมุม ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกครับเพราะทรัพยากรธรรมชาติทั้งแร่ธาตุน้ำป่าไปจนถึงคลื่น เสียงควรจะเป็นสมบัติกลางหรือใช้คำว่า “ของรัฐ” แต่ทว่า “รัฐที่ดี” ควรจะบริหารจัดการทรัพยากรส่วนกลางดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม และต่อประชาชนส่วนใหญ่ – ใช่หรือไม่ ? หากทำไม่ได้หรือมีปัญหาก็สมควรจะกำหนดเงื่อนไขหรือนิยามความหมายให้ชัดเจน หรือครอบคลุมขึ้น
อย่างเช่นประธานาธิบดีฮูโก้ ชาเวซ แห่งเวเนซูเอล่าอ้างความที่รัฐเป็นเจ้าของปิโตรเลียม ประกาศให้ผู้รับสัมปทานน้ำมันมาเจรจาต่อรองผลประโยชน์ใหม่ กลายเป็นแบ่งให้รัฐ 80% เอกชนผู้รับสัมปทานเอาไป 20% แล้วรายได้ดังกล่าวตกเป็นของ “รัฐ” เพื่อประโยชน์ส่วนรวมแห่งรัฐอย่างแท้จริง
ในทางกลับกัน ประเทศสารขัณฑ์นามว่าไทยที่นิยามความหมายว่าปิโตรเลียมเป็นของรัฐ แทนที่จะจัดการให้ “รัฐ” ที่หมายถึงผลประโยชน์ส่วนรวมโดยเฉพาะประชาชนได้ประโยชน์กลับบริหารจัดการ กิจการปิโตรเลียมแบบที่ยิ่งทำประชาชนยิ่งไม่ได้ประโยชน์ ผู้ที่ได้ส่วนแบ่งอันหอมหวานกลับเป็นเอกชนต่างชาติ ส่วนคนในชาติที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ กลับเป็นพ่อค้าเทคโนแครตนักการเมืองจำนวนไม่กี่คน
พรบ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 แก้ไขมาหลายรอบจนกระทั่งรอบล่าสุดเมื่อ 2550 มีฐานคิดว่าประเทศของเราไม่ได้เป็นแหล่งน้ำมันไม่ได้เป็นผู้ผลิต กฎหมายออกมาในยุคนั้นก็แค่การพยายามช่วยเหลือตัวเองในกิจการด้านนี้เท่าที่ ทำได้เช่นเพิ่งจะพยายามตั้งโรงกลั่นน้ำมันสั่งน้ำมันดิบมากลั่นใช้เอง หรือพยายามขุดเจาะสำรวจ การแก้ไขกฏหมายแต่ละรอบก็เพื่ออำนวยความสะดวกหรือการดึงดูดให้ต่างชาติเข้า มาลงทุน อย่างไรก็ตามบรรพชนของเราก็ใช่จะขายตัวขายชาติไปเสียทุกคน เนื้อหาของกฏหมายนี้พยายามจะปกป้องผลประโยชน์ของรัฐเท่าที่จะทำได้
ปัญหาเกิดขึ้นชัดเจนในยุคหลัง คือยุคที่เราเริ่มเห็นน้ำเห็นเนื้อจากการสำรวจว่าประเทศของเราเป็นแหล่ง ทรัพยากรพลังงานที่แม้จะไม่มากมหาศาลเหมือนตะวันออกกลางแต่ก็มากพอที่จะทำ เงินเป็นแสนล้านให้กับผู้เกี่ยวข้อง ผลประจักษ์ที่มีรูปธรรมมากมาย แสดงให้พวกเราประชาชนชาวไทยเห็นว่า ฝ่ายบริหารคือนักการเมือง+ ขุนนางข้าราชการเทคโนแครตไม่ได้ดำเนินการในการกำกับบริหารควบคุมดูแลกิจการ ด้านปิโตรเลียมให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐ (ที่หมายถึง ประเทศชาติส่วนรวมและประชาชนส่วนใหญ่) อย่างแท้จริง
ถ้าบริหารกิจการปิโตรเลียมโดยยึดประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ประชาชน จริง การประกาศเชิญชวนเอกชนต่างชาติมาขอสัมปทานสำรวจและขุดเจาะต้องเปิดเผยโปร่ง ใสอยู่บนหลักการคัดเลือกที่ประเทศชาติได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะกิจการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์เป็นพันเป็นหมื่นล้าน
การคัดเลือกตั้งต้องตั้งบนความสามารถ และข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับรัฐ ไม่ใช่แค่เพราะเป็นเพื่อนหรือพวกของนักการเมือง
กรณีบริษัทของโมฮัมเหม็ด อัลฟาเยด เพื่อนของทักษิณ ชินวัตร ที่มีข่าวบินมาคุยกันเรื่องพลังงานในช่วงปลายยุคทักษิณ แล้วต่อมาตั้งบริษัทชื่อ “Harrods Energy” ได้สัมปทานสำรวจขุดเจาะ 4 แปลงในอ่าวไทย อีกแปลงได้สัมปทานบังหน้าแต่วงการเขาบอกว่าสำรวจแหล่งแร่แถวชายฝั่งพังงา สรุปว่า แฮรอดส์ เอนเนอร์ยี่ ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันและต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น “เพิร์ลออยล์” Pearl Oil ยังได้ต่ออายุสัญญาสัมปทานไปอีก (ทั้งๆที่ช่วงแรกไม่ได้มีความคืบหน้าอะไรเลย)
ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองและขุนนางเทคโนแครต ถือว่า “ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ” ย่อมต้องกำกับควบคุมอนุญาตและดำเนินการให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่แท้จริงของ “รัฐ” ที่หมายถึงประเทศชาติส่วนรวมและประชาชนส่วนใหญ่ รายละเอียดสัญญาสัมปทานต้องเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงได้ แต่สัญญาสัมปทานปิโตรเลียมบริษัทไหนได้สิทธิ์ยกเว้นอะไรบ้าง ฯลฯ ไม่เคยโผล่มาให้ประชาชนเห็น จะมีก็แค่ประกาศเป็นการสรุปในแต่ละช่วงซึ่งก็ไม่ใช่รายละเอียดสัญญาจริง
ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองทำหน้าที่บนผลประโยชน์ของประชาชน จริง ต้องระวังอย่างยิ่งกับการให้สัมปทานบริษัทหน้าใหม่เพิ่งตั้งใหม่สด ๆ ร้อนๆ เสนอตัวเข้ามาหากินกับทรัพย์สมบัติของประเทศ ทั้งๆ ที่ในกฎหมายเขาก็บอกว่าไว้ผู้เสนอตัวต้องมีประสบการณ์มีอะไรต่อมิอะไรมากมาย เป็นเงื่อนไข บริษัทหน้าใหม่เหล่านี้ก็ได้งานไปสบายๆ
กรณีบริษัทมิตรา เอ็นเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด ที่กำลังขุดเจาะที่เขตทวีวัฒนาก็เหมือนกัน เป็นกลุ่มบริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่วางตัวเองไว้ที่การสำรวจขุดเจาะละแวก เอเชียนตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันได้งานที่อินโดนีเซีย เวียดนามมากมายส่วนของไทยมีสัดส่วนนิดเดียว ปัญหาก็คือ บริษัทนี้จดทะเบียนมาปุ๊บก็ได้งานของไทยเป็นลำดับแรกๆ แล้วค่อยใช้ฐานโปรไฟล์ดังกล่าวไปคว้าสัมปทานในประเทศเพื่อนบ้าน กรณีของมิตราฯก็เช่นเดียวกันยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดสัญญาสัมปทานให้ สาธารณะรับรู้ คำว่ารายละเอียดคือตัวสัญญา ไม่ใช่บรรยายสรุปแค่ว่าได้งานแปลงอะไรไปตั้งแต่ปีอะไรและคืนมาจำนวนเท่าไหร่ หากแต่เป็นรายละเอียดข้อผูกพันระหว่าง “รัฐไทย” กับ “บริษัทเอกชนต่างชาติ” ที่คนไทยควรจะเข้าถึงได้ เช่นเดียวกับคุณสมบัติที่ผ่านการพิจารณาตามมาตรา 24 แห่งพรบ.ปิโตรเลียม ว่าเคยมีประสบการณ์อะไรมา เชื่อมั่นได้แค่ไหน
เรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นข้อมูลลับเฉพาะที่มีแต่ขุนนางพลังงานกับ นักการเมืองเท่านั้นที่รู้ ซึ่งมันไม่เป็นธรรมกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ถ้าพวกท่านยังคิดว่าประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรดังกล่าว
การขอเปลี่ยนแปลงนิยามของปิโตรเลียมให้ชัดเจนขึ้นว่าเป็นทรัพยากรที่ ประชาชนร่วมกันเป็นเจ้าของบรรจุในรัฐธรรมนูญใหม่เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2540 นิยามความหมายของคลื่นความถี่ให้เป็นของสาธารณะ จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการดำเนินการ วิธีคิด วิธีปฏิบัติเสียใหม่
อย่างน้อยต้องวางอยู่บนผลประโยชน์ และความรับรู้ของประชาชนส่วนใหญ่
ซึ่งแน่นอนมันจะยกเลิกวิธีการแบบที่บริษัทโน้นเป็นเพื่อนนักการเมือง ใหญ่คนนี้ มีประกาศสัมปทานแปลงใหม่ๆ ก็งุบงิบพิจารณากัน รายละเอียดผลตอบแทนเงื่อนไขลดหย่อนต่างๆ ไม่เคยปรากฏต่อสาธารณะ
ประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่นับจากยุคอาณานิคมเป็นต้นมาล้วนแต่เกี่ยว ข้องกับการไล่ล่าทรัพยากรจากต่างแดนเพื่อประโยชน์ของมหาอำนาจไม่กี่ประเทศ ในยุคหนึ่งประเทศไทยถูกบังคับกลายๆ ให้เปิดสัมปทานป่าไม้ให้บริษัทฝรั่ง จนกระทั่งไม้สักหมดไปจากป่าภาคเหนือ รวมไปถึงการขุดเหมืองทำแร่ดีบุกเพื่อส่งออกให้ฝรั่งเป็นล่ำเป็นสันในภาคใต้ ซึ่งตอนนั้นอาจจะมีคนบอกว่าก็เราแบ่งสัดส่วนผลประโยชน์กัน ฝรั่งได้ไม้สักไปส่วนเราได้เงินส่วนแบ่งกลับมาเข้ารัฐ ก็เป็นธรรมดีแล้วนี่ ...เราลองใช้สายตาของศตวรรษที่ 21 มองย้อนกลับไปสิครับว่ามันเป็นธรรมหรือไม่ เอาเรือปืนมาจ่อบอกให้เปิดสัมปทานป่าไม้ให้ แรงงานกุลีถ้าขึ้นทะเบียนเป็นคนในบังคับเขาทำผิดอะไรก็ไม่ต้องขึ้นศาลไทย ฯลฯ
มาวันนี้ วันที่ปิโตรเลียมกลายเป็นลมหายใจของโลกยุคใหม่ ทุกชาติทั้งมหาอำนาจกระจอกอำนาจต้องวุ่นวายกับเรื่องน้ำมันถึงขั้นต้องก่อ สงครามเพื่อฮุบประโยชน์ส่วนนี้ ประเทศไทยของเรายังติดกลุ่มประเทศผู้เก็บอัตราภาษีและส่วนแบ่งปิโตรเลียมต่ำ มากประเทศหนึ่ง โดยไม่มีใครคิดจะปรับเปลี่ยนอะไร ซึ่งทำให้ผมนึกถึงในยุคที่ฝรั่งมาตัดไม้สักบ้านเราแล้วอาจจะมีคนบอกว่าคิด ภาษีเขาเท่านี้ก็พอ เพราะเพื่อนบ้านก็คิดกันเท่าๆ นี้แหละ
เหมือนกันเลยกับกรณีสัมปทานปิโตรเลียม ชาติที่เขาหัวแข็งรู้สันดานฝรั่งเขาจึงไม่ยอมให้มาตักตวงประโยชน์จากบ้านเขา ง่ายๆ ตั้งกำแพงเงื่อนไขไว้สูงๆ แต่สำหรับบ้านเรากลับเดินตามแบบที่ถูกกำหนดไว้เช่น อัตรามาตรฐานส่วนแบ่งและภาษีปิโตรเลียมควรจะเป็นเท่านั้นเท่านี้ เหมือนกับเกรงว่าไม่มีใครจะมาลงทุนขุดเจาะ ปุดโธ่! ยุคนี้มีแต่คนแย่งกัน โดยเฉพาะนักการเมืองไทยนักการเมืองเพื่อนบ้านนี่แหละตัวดีสมคบกับฝรั่งจะ เข้ามาเอาสัมปทานให้ได้
เอาเฉพาะเรื่องอัตราภาษีเงินได้ปิโตรเลียมและค่าภาคหลวงก็สามารถ เขียนต่อได้อีกเยอะเลย ข้อเขียนว่าด้วยปิโตรเลียมและความพยายาม “ปฏิรูปการปิโตรเลียม” ผ่านนิยามกฏหมายในลักษณะเดียวกับคลื่นความถี่ยังต้องว่ากันยาวอีกหลายยกครับ ให้ถือว่าฉบับนี้เป็นบทไหว้ครูก็แล้วกัน
อีก 2 ปีบางรัฐของแคนาดาจะเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน : ทำไม อย่างไร?
โดย ประสาท มีแต้ม
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000041123
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังมีแผนการจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 9 โรง (รวม 7,200 เมกะวัตต์) ซึ่งได้สร้างกระแสคัดค้านให้กับชุมชนในพื้นที่หลายจังหวัดเป้าหมาย แต่ในรัฐออนตาริโอ (Ontario) ซึ่งเป็นรัฐที่ตั้งเมืองหลวงของประเทศแคนาดา ได้ประกาศจะเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดในปี 2557 โดยที่คำมั่นสัญญานี้ได้เกิดขึ้นเมื่อปี 2543 โดยรัฐบาลของรัฐ
คำถามก็คือ (1) ทำไมจึงเลิก และ (2) เลิกแล้วจะใช้อะไรแทน แต่ก่อนจะไปถึงคำตอบนั้นเราค่อยๆ มาทำความเข้าใจบางอย่างและโยงมาถึงประเทศไทยที่มีการร้องเรียนบ่อยครั้งมาก ต่อคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร
รัฐออนตาริโอมีจำนวนประชากรเพียง 1 ใน 5 ของประเทศไทย แต่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณเท่ากับประเทศไทย (คือ 31,189 เมกะวัตต์ โดยที่ 37% เป็นนิวเคลียร์, 25% เป็นพลังน้ำ, 21% เป็นถ่านหิน, 16% เป็น ก๊าซ/น้ำมัน และ 1.3% เป็นกังหันลม) ทั้งนี้เพราะเป็นรัฐในเขตหนาวตั้งอยู่ทางตอนเหนือติดชายแดนสหรัฐอเมริกา
ผมสนใจปัญหาของรัฐนี้ก็เพราะว่าผมได้ติดตามคำปราศรัยของ Dr.Hermann Scheer อดีตสมาชิกรัฐสภาประเทศเยอรมนี ผู้ได้รับเกียรติให้เป็น “Hero for the Green Century” จาก Time Magazine และเป็นฮีโรของผมด้วย เขากล่าวว่า “รัฐออนตาริโอสามารถเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนได้ 100% เพราะขณะนี้ได้ใช้พลังน้ำอยู่แล้วประมาณ 1 หมื่นเมกะวัตต์ ที่ขาดไป 2 หมื่นก็ทำแบบเดียวกับที่ประเทศเยอรมนีทำซึ่งใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปีก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้”
มาถึงประเด็นว่าทำไมต้องเลิกหรือขายทิ้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน คำตอบก็คือเพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศที่มีหมอกควัน (smog) มาก จากรายงานของกระทรวงสิ่งแวดล้อม(มีนาคม 2544) พบว่า สาเหตุของหมอกควัน 50% เคลื่อนย้ายมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา สารพิษในอากาศที่สำคัญได้แก่ ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NOx) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ จนถึงสารปรอท
รายงานชิ้นนี้สามารถจำแนกได้ว่า สารพิษที่เกิดจากภายในประเทศ เช่น NOx มาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 15% จากภาคการขนส่ง 44% สารปรอท (ซึ่งทำลายระบบประสาทและสะสมในห่วงโซ่อาหาร) เกิดจากการเผาขยะและโรงไฟฟ้าถ่านหิน 28% และ 23% ตามลำดับเมื่อพบข้อมูล นี้ ผมรู้สึกแปลกใจมากว่าทำไมกรณีมลพิษในมาบตาพุดของประเทศไทยจึงไม่สามารถจำแนก ได้ว่ามาจากโรงงานประเภทใดบ้าง โยนกันไปโยนกันมาจนหาผู้รับผิดชอบไม่ได้
ต่อไปจะกล่าวถึง นโยบายการผลิตไฟฟ้าของรัฐออนตาริโอ (Ontario Electricity Policy, จากวิกีพีเดีย)
สิ่งแรกที่ผมรู้สึกแปลกใจมากก็คือ ในช่วงปี 2536-2547 ในขณะที่อัตราการเพิ่มของประชากรของทั้งสอง (ประเทศไทยกับรัฐ) เพิ่มขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกันคือประมาณปีละ1 % และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ก็ไม่ต่างกันมากนัก (ออนตาริโอ 2 ถึง 3%, ไทย 4.6%) แต่อัตราการเพิ่มของการใช้พลังงานไฟฟ้าต่างกันถึงกว่า 10 เท่า คือ ของรัฐออนตาริโอ 0.5% แต่ของไทยอยู่ที่ 5.6% นี่มันสะท้อนอะไรครับ?
ในแง่ของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินอยู่ที่ประมาณ 40% ของต้นทุนจากก๊าซและน้ำมัน แต่เชื่อกันว่าค่ารักษาพยาบาลที่เกี่ยวเนื่องจากมลพิษโรงไฟฟ้าถ่านหินคิด เป็นประมาณปีละ 3 พันล้านดอลลาร์ เมื่อคิดโดยรวมแล้วต้นทุนของไฟฟ้าที่ผลิตจากถ่านหินจะประมาณสองเท่าของการผลิตจากกังหันลม ใครที่อ่านแล้วรู้สึกไม่ค่อยเชื่อก็ลองค้นที่กูเกิลซิครับ
มาถึงคำถามว่าอย่างไร ทางรัฐก็มีแผนการ 2 ประการ คือ (1) เพิ่มพลังงานหมุนเวียน และ (2) การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีเป้าหมายว่าจะลดการใช้ไฟฟ้าทั้งในภาคครัวเรือน (ที่มีส่วนถึง 30%) ภาคพาณิชย์ (25%) และภาคอุตสาหกรรมให้ได้รวมกัน 10 ถึง 20% ภายในเวลาสองสามปี
มาถึงเรื่องสุดท้าย คือกลไกอะไรที่ทำให้ประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครัวเรือนที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้จากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน ของตนเอง จนถึงกลุ่มนักธุรกิจขนาดย่อมที่ลงทุนทำโซลาร์ฟาร์ม ชีวมวล สามารถขายเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้ารวมได้
เรื่องนี้คิดโดย Dr.Scheer ที่ผมเอ่ยถึงตั้งแต่ต้น หลักการของเขาง่ายมากมี 3 ข้อและหลายประเทศได้นำไปใช้คือ (1) รับประกันว่าต้องสามารถส่งไฟฟ้าเข้าสู่ระบบสายส่งได้ไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือ ใหญ่เท่าใดก็ตาม ไม่ต้องขออนุญาตจากโรงไฟฟ้าอื่นๆ (2) รับประกันราคาในระยาว 20 ปี ในราคาที่สูงกว่าที่ผลิตจากพลังงานฟอสซิล โดยผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น บางกิจการของโซลาร์เซลล์ให้ผลตอบแทนถึงร้อยละ 10 ต่อปีทั้งๆ มีแสงแดดน้อยกว่าบ้านเราเยอะเลย และ (3) รับซื้อไม่จำกัดจำนวน
ประเทศไทยเราก็นำหลักการนี้มาดัดแปลงใช้แต่เพี้ยนทั้งหลักการและการปฏิบัติ เป็นเรื่องยาก ชักช้าและถูกกีดกันที่จะได้ส่งไฟฟ้าเข้าสายส่ง สัญญาก็มีอายุแค่ 7-10 ปีเท่านั้น ทั้งๆ ที่กว่าจะคุ้มทุนได้ก็ต้องนานกว่านั้น เพื่อความอยากจะรู้ว่าในรัฐออนตาริโอเขามีขั้นตอนอย่างไรและนานแค่ไหนในการ ดำเนินการเพื่อขายไฟฟ้าผมก็ค้นพบว่า ผู้ขอใช้สามารถกรอกแบบฟอร์มผ่านอินเทอร์เน็ตได้เลย บริษัทผู้รับผิดชอบจะตรวจทบทวนใบสมัครให้เสร็จภายใน 60 วันทำการ หากทุกอย่างครบถ้วนก็ส่งต่อไปอีกหนึ่งขั้นตอนเท่านั้น ผมคิดเอาเองนะครับว่า คงไม่เตะถ่วงเหมือนบ้านเรา
มิฉะนั้นดัชนีความสุขของประเทศแคนาดาคงไม่สูงเป็นอันดับหกของโลก!
สะใจสภาท่าฯ ว่าด้วยพลังงานไทย
โดย บัณรส บัวคลี่
http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9550000038189
สำหรับคนที่พลาดผมอยากเชิญชวนให้ดูเทปรายการสภาท่าพระอาทิตย์เมื่อ วันเสาร์ที่ผ่านมาชื่อตอน “ชำแหละน้ำมันแพง..เพราะ?” ที่เชิญ พ.ท.รัฐเศรษฐ แจ้งจำรัส ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา กับ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา ได้น้ำได้เนื้อมากชำแหละเงื่อนปมความไม่ชอบมาพากลของระบบพลังงานไทย รับรองในความมันระดับ 5 ดาวเพราะเรื่องพลังงาน-น้ำมันแพง แก๊ซแพงนี่เป็นเรื่องใกล้ตัวแถมยังโยงกับข้ออ้างขึ้นราคาของสินค้าทั้งปวง
ความไม่ชอบมาพากลของพลังงานไทยเป็นเรื่องใหญ่มีรายละเอียดเยอะดังนั้นต้อง อาศัยการนำเสนอด้วยแผนภูมิภาพตารางเห็นทั้งภาพทั้งเสียงอธิบายเป็นประเด็นๆ ไปแบบนี้แหละครับเพราะน้อยคนที่จะมีเวลาอ่านรายงานการศึกษาของอนุกรรมาธิการ ชุดส.ว.รสนา ที่หนาเป็นร้อยๆ หน้าแถมดีไม่ดีอาจจะงงเข้าไปใหญ่เพราะมันเยอะเกินเหตุ
ม.ล.กรกสิวัฒน์ ที่อาจารย์ปานเทพแนะนำว่าอยู่เบื้องหลังและค่อนข้างปิดตัวเองมาตลอดนี่ สามารถจัดลำดับมือกระบี่แถวหน้าที่เป็นของจริงคนหนึ่ง เป็นที่รู้จักในแวดวงผู้สนใจการพลังงานมานานพอสมควรทำงานร่วมกับทีมของ ส.ว.รสนาที่เกาะติดเรื่องการพลังงานต่อเนื่อง ตอนที่ทนายสุวัตร์ อภัยภักดิ์ ตั้งทีมศึกษาปัญหาปตท.เพื่อจะหาทางฟ้องร้องกลับคืนนั้นก็ได้ “คุณกร” นี่แหละครับช่วยสนับสนุนข้อมูลและคำอธิบาย ระดับที่ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ ได้ฟังครั้งแรกยังยกนิ้วให้แถมติดใจเชื้อเชิญให้ไปบรรยายพิเศษให้กับผู้หลัก ผู้ใหญ่อีกหลายคน
เทปรายการวันดังกล่าวจะทำให้ท่านเห็นซึ้งถึงความฉ้อฉลบิดเบี้ยวของนโยบายและ การบริหารจัดการพลังงานไทยที่เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนบริษัทเอกชน ขุนนางข้าราชการและนักการเมืองที่เกี่ยวข้องอิ่มหมีพีมันกันบนเลือดเนื้อและ น้ำตาของชาวบ้านกันแบบไหน
เมื่อก่อนเราต้องยอมฝรั่งแต่ยุคนี้เราต้องคิดใหม่ทำใหม่ แล้ว...กิจการพลังงานของไทยเริ่มจากการนิยามตัวเองในฐานะผู้บริโภคที่พยายาม ช่วยตัวเอง ไม่มีประสบการณ์และเทคโนโลยีขุดเจาะสำรวจเงื่อนไขสัญญาทั้งหลายจึงดูจะเอาใจ ฝรั่งต่างชาติมาตั้งแต่ต้น การแก้พรบ.ปิโตรเลียม 2514 แต่ละรอบก็เพื่อปลดเงื่อนไขอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทต่างชาติ ซึ่งก็ไม่แปลกหากประเทศของเรายังอยู่ในฐานะผู้บริโภคที่ไม่มีทรัพยากรของตัว เอง แต่บัดนี้สถานะของไทยไม่เหมือนเมื่อปี 2514 เรามีปิโตรเลียมและก๊าซที่ติดอันดับโลกแม้จะไม่มากพอจะใช้เองทั้งหมดแต่ ระดับ 60% นี่มูลค่าเป็นล้านล้านบาทเชียวนะครับ แต่น่าเสียดายที่ระบบและกลไกการป้องกันรักษาประโยชน์ของเรากลับไม่พัฒนาตาม
มีหลายตอนที่เป็นประเด็นแหลมๆ นึกอยากตัดเป็นคลิปย่อยๆ ให้แชร์กันในโซเชี่ยลมีเดียเช่นนาทีที่ 18 บอกว่าประเทศของเรามีปัญหาที่ระบบการรับรู้ปริมาณและสถานะของน้ำมันใต้ดิน ของประเทศ ยอมเชื่อตามบริษัทขุดเจาะไปหมด คือให้สัมปทานเขาสำรวจเขาว่ายังไง มีมากน้อยแค่ไหนก็เชื่อตาม...ต่างจากเขมรที่จะจ้าง 2 บริษัทสำรวจก่อนว่ามีมากน้อยแค่ไหนและเพื่อเปรียบเทียบกันระหว่าง 2 แหล่งเมื่อรู้ปริมาณสำรองแล้วจึงค่อยประกาศเปิดสัมปทาน
ยังมีตอนที่ไม่ควรพลาดหลายตอน เช่น นาที 28 แสดงกราฟที่น่าเจ็บปวดปริมาณก๊าซธรรมชาติที่เราผลิตได้เองมากขึ้นๆ ทุกปี เช่นเดียวกับมูลค่าที่สูงขึ้นตามตัวในสัดส่วนเดียวกันแต่กลับไม่สอดคล้องกับ รายได้ที่ส่งให้รัฐที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินแสดงให้เห็นชัดเจนว่าโครงสร้างการจัด เก็บรายได้เพื่อเอาประโยชน์กลับมาสู่แผ่นดินบิดเบี้ยวเพียงใด
หรือตอนนาที 35 แสดงตารางเปรียบเทียบการจัดเก็บรายได้ขุดเจาะสำรวจน้ำมันและก๊าซของเพื่อน บ้านที่มีระบบส่วนแบ่งกำไรนอกจากค่าภาคหลวง และภาษีน้ำมัน ขณะที่ของไทยไม่เก็บส่วนแบ่งกำไร (โดยอ้างว่าเดี๋ยวต่างชาติไม่เข้ามาลงทุน ขณะที่ต่างชาติก็ยังรุมตอมทั้งพม่าและกัมพูชาทั้งๆ ที่เก็บมากกว่าไทย)
ปมปัญหาของความบิดเบี้ยวด้านการพลังงานไทยจึงทำให้คนไทยต้องแบกภาระ จ่ายภาษีบวกไปในค่าน้ำมันที่เราใช้จ่ายมากกว่าประเทศอื่นๆ เพราะนโยบายที่เอื้อบริษัทเอกชนมากกว่าประชาชน
ประสบการณ์และประวัติศาสตร์บอกว่ากรณีน้ำมันนี่เราแทบเชื่อใครไม่ได้ เชื่อนักการเมืองไม่ได้ เชื่อนายทุนก็ไม่ได้ อำมาตย์ก็ยิ่งไม่ได้...ในยุครัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นี่แหละที่เกิดความบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนหลายอย่างนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์เป็นรมว.พลังงานแก้กฏหมายพรบ.ปิโตรเลียม ปรับปรุงค่าภาคหลวงอ้างว่าปรับจากค่าคงที่ 12.5% มาเป็นขั้นบันไดที่อ้างว่าจะได้ผลคืนรัฐมากขึ้นแต่แท้จริงแล้วรายได้จัดเก็บ เฉลี่ยก็ยังอยู่ที่ประมาณ 12% เช่นเดิม ปมสำคัญคือเพิ่มอำนาจให้กับรัฐมนตรีกับอธิบดีอนุมัติสัมปทาน-แก้สัมปทานเบ็ด เสร็จ ปลดล็อกเงื่อนไขให้เพดานเอกชนแต่ละรายห้ามได้สัมปทานเกิน 4-5 แปลงกลายเป็นไม่จำกัดแปลงและจำกัดพื้นที่ และได้เปิดสัมปทานสำรวจขุดเจาะครั้งใหญ่ในยุคนี้อีกต่างหาก
จะรัฐบาลนายทุนนักการเมืองหรืออำมาตย์ก็ครือกั๋น !
มีแต่ประชาชนเท่านั้นที่จะช่วยตนเองได้ อย่าหวังกับพรรคการเมืองเลยครับ ยิ่งข้าราชการยิ่งแล้วใหญ่เพราะตัวใหญ่ๆ ในกระทรวงพลังงานและในหน่วยงานกำกับทั้งหลายที่ควรจะดูแลผลประโยชน์ให้กับ ประชาชนกลับไปนั่งกินเบี้ยเลี้ยงกินตำแหน่งในบอร์ดปตท. ทั้งรายได้ทั้งงบประมาณใหญ่บะเริ่มเทิ่มยิ่งกว่ารัฐมนตรีอีกหลายกระทรวงเสีย อีก
ดังที่กล่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับว่าการจะทำให้การพลังงาน วางอยู่บนผลประโยชน์ของชาติและประชาชนส่วนรวมจริงๆ ต้องปรับแก้กันยกใหญ่ในระดับโครงสร้างซึ่งอาจเรียกว่า “ปฏิรูปการพลังงาน” ที่ครอบคลุมตั้งแต่ประเด็นการจัดแบ่งรายได้ที่เป็นธรรม กระจายผลประโยชน์จากการพลังงานให้กับประชาชนส่วนใหญ่ให้ได้มากที่สุด ปรับแก้กลไกข้อกฏหมาย ตลอดถึงนโยบาย ซึ่งหนทางหนึ่งก็คือการเสนอให้บรรจุเพิ่มลงในรัฐธรรมนูญ
ส.ว.คำนูณ สิทธิสมานเพิ่งเขียนในบทความล่าสุดว่า จะแปรญัตติเพิ่มข้อความในมาตรา 291 ในประเด็นการนิยามปิโตรเลียมว่า “กำหนด ให้ทรัพยากรแร่และปิโตรเลี่ยมเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ดังกล่าว ซึ่งต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ และต้องคำนึงถึงการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน”
ช่องทางนี้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นกับกระแสเรียกร้องของประชาชน ทั้งปวงเข้ามาร่วมผลักดันด้วย อย่างไรเสียปัญหาปิโตรเลียมเป็นเรื่องส่วนรวม ทุกคนต้องใช้น้ำมันใช้แก๊สที่แพงกว่าเพื่อนบ้านโดยรอบ มันน่าตลกมั้ยล่ะพม่าต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากมาเลเซียแต่สามารถขายได้ แค่ลิตรละ 20 กว่าบาทแต่ของเราผลิตเองได้แถมมีโรงกลั่นเพื่อการส่งออกกลับแพงกว่าถึงเกือบ เท่าตัว เห็นด้วยกับคุณกรที่ว่าหากการจัดการภายใต้ระบบกลไกโหล่ยโท่ยเช่นนี้มิสู้ เก็บทรัพยากรของเราไว้ใต้ดินเหมือนเดิมไว้ให้ลูกหลานใช้แล้วนำเข้าจาก มาเลเซียไม่ดีกว่าเรอะ !!?
ถ้าประชาชนไม่ช่วยกันเรียกร้อง เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่จะเกิดการปฏิรูปการพลังงานให้วางอยู่บนผลประโยชน์ ของชาติและประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง!
http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9550000038189
สำหรับคนที่พลาดผมอยากเชิญชวนให้ดูเทปรายการสภาท่าพระอาทิตย์เมื่อ วันเสาร์ที่ผ่านมาชื่อตอน “ชำแหละน้ำมันแพง..เพราะ?” ที่เชิญ พ.ท.รัฐเศรษฐ แจ้งจำรัส ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา กับ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา ได้น้ำได้เนื้อมากชำแหละเงื่อนปมความไม่ชอบมาพากลของระบบพลังงานไทย รับรองในความมันระดับ 5 ดาวเพราะเรื่องพลังงาน-น้ำมันแพง แก๊ซแพงนี่เป็นเรื่องใกล้ตัวแถมยังโยงกับข้ออ้างขึ้นราคาของสินค้าทั้งปวง
ความไม่ชอบมาพากลของพลังงานไทยเป็นเรื่องใหญ่มีรายละเอียดเยอะดังนั้นต้อง อาศัยการนำเสนอด้วยแผนภูมิภาพตารางเห็นทั้งภาพทั้งเสียงอธิบายเป็นประเด็นๆ ไปแบบนี้แหละครับเพราะน้อยคนที่จะมีเวลาอ่านรายงานการศึกษาของอนุกรรมาธิการ ชุดส.ว.รสนา ที่หนาเป็นร้อยๆ หน้าแถมดีไม่ดีอาจจะงงเข้าไปใหญ่เพราะมันเยอะเกินเหตุ
ม.ล.กรกสิวัฒน์ ที่อาจารย์ปานเทพแนะนำว่าอยู่เบื้องหลังและค่อนข้างปิดตัวเองมาตลอดนี่ สามารถจัดลำดับมือกระบี่แถวหน้าที่เป็นของจริงคนหนึ่ง เป็นที่รู้จักในแวดวงผู้สนใจการพลังงานมานานพอสมควรทำงานร่วมกับทีมของ ส.ว.รสนาที่เกาะติดเรื่องการพลังงานต่อเนื่อง ตอนที่ทนายสุวัตร์ อภัยภักดิ์ ตั้งทีมศึกษาปัญหาปตท.เพื่อจะหาทางฟ้องร้องกลับคืนนั้นก็ได้ “คุณกร” นี่แหละครับช่วยสนับสนุนข้อมูลและคำอธิบาย ระดับที่ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ ได้ฟังครั้งแรกยังยกนิ้วให้แถมติดใจเชื้อเชิญให้ไปบรรยายพิเศษให้กับผู้หลัก ผู้ใหญ่อีกหลายคน
เทปรายการวันดังกล่าวจะทำให้ท่านเห็นซึ้งถึงความฉ้อฉลบิดเบี้ยวของนโยบายและ การบริหารจัดการพลังงานไทยที่เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนบริษัทเอกชน ขุนนางข้าราชการและนักการเมืองที่เกี่ยวข้องอิ่มหมีพีมันกันบนเลือดเนื้อและ น้ำตาของชาวบ้านกันแบบไหน
เมื่อก่อนเราต้องยอมฝรั่งแต่ยุคนี้เราต้องคิดใหม่ทำใหม่ แล้ว...กิจการพลังงานของไทยเริ่มจากการนิยามตัวเองในฐานะผู้บริโภคที่พยายาม ช่วยตัวเอง ไม่มีประสบการณ์และเทคโนโลยีขุดเจาะสำรวจเงื่อนไขสัญญาทั้งหลายจึงดูจะเอาใจ ฝรั่งต่างชาติมาตั้งแต่ต้น การแก้พรบ.ปิโตรเลียม 2514 แต่ละรอบก็เพื่อปลดเงื่อนไขอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทต่างชาติ ซึ่งก็ไม่แปลกหากประเทศของเรายังอยู่ในฐานะผู้บริโภคที่ไม่มีทรัพยากรของตัว เอง แต่บัดนี้สถานะของไทยไม่เหมือนเมื่อปี 2514 เรามีปิโตรเลียมและก๊าซที่ติดอันดับโลกแม้จะไม่มากพอจะใช้เองทั้งหมดแต่ ระดับ 60% นี่มูลค่าเป็นล้านล้านบาทเชียวนะครับ แต่น่าเสียดายที่ระบบและกลไกการป้องกันรักษาประโยชน์ของเรากลับไม่พัฒนาตาม
มีหลายตอนที่เป็นประเด็นแหลมๆ นึกอยากตัดเป็นคลิปย่อยๆ ให้แชร์กันในโซเชี่ยลมีเดียเช่นนาทีที่ 18 บอกว่าประเทศของเรามีปัญหาที่ระบบการรับรู้ปริมาณและสถานะของน้ำมันใต้ดิน ของประเทศ ยอมเชื่อตามบริษัทขุดเจาะไปหมด คือให้สัมปทานเขาสำรวจเขาว่ายังไง มีมากน้อยแค่ไหนก็เชื่อตาม...ต่างจากเขมรที่จะจ้าง 2 บริษัทสำรวจก่อนว่ามีมากน้อยแค่ไหนและเพื่อเปรียบเทียบกันระหว่าง 2 แหล่งเมื่อรู้ปริมาณสำรองแล้วจึงค่อยประกาศเปิดสัมปทาน
ยังมีตอนที่ไม่ควรพลาดหลายตอน เช่น นาที 28 แสดงกราฟที่น่าเจ็บปวดปริมาณก๊าซธรรมชาติที่เราผลิตได้เองมากขึ้นๆ ทุกปี เช่นเดียวกับมูลค่าที่สูงขึ้นตามตัวในสัดส่วนเดียวกันแต่กลับไม่สอดคล้องกับ รายได้ที่ส่งให้รัฐที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินแสดงให้เห็นชัดเจนว่าโครงสร้างการจัด เก็บรายได้เพื่อเอาประโยชน์กลับมาสู่แผ่นดินบิดเบี้ยวเพียงใด
หรือตอนนาที 35 แสดงตารางเปรียบเทียบการจัดเก็บรายได้ขุดเจาะสำรวจน้ำมันและก๊าซของเพื่อน บ้านที่มีระบบส่วนแบ่งกำไรนอกจากค่าภาคหลวง และภาษีน้ำมัน ขณะที่ของไทยไม่เก็บส่วนแบ่งกำไร (โดยอ้างว่าเดี๋ยวต่างชาติไม่เข้ามาลงทุน ขณะที่ต่างชาติก็ยังรุมตอมทั้งพม่าและกัมพูชาทั้งๆ ที่เก็บมากกว่าไทย)
ปมปัญหาของความบิดเบี้ยวด้านการพลังงานไทยจึงทำให้คนไทยต้องแบกภาระ จ่ายภาษีบวกไปในค่าน้ำมันที่เราใช้จ่ายมากกว่าประเทศอื่นๆ เพราะนโยบายที่เอื้อบริษัทเอกชนมากกว่าประชาชน
ประสบการณ์และประวัติศาสตร์บอกว่ากรณีน้ำมันนี่เราแทบเชื่อใครไม่ได้ เชื่อนักการเมืองไม่ได้ เชื่อนายทุนก็ไม่ได้ อำมาตย์ก็ยิ่งไม่ได้...ในยุครัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นี่แหละที่เกิดความบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนหลายอย่างนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์เป็นรมว.พลังงานแก้กฏหมายพรบ.ปิโตรเลียม ปรับปรุงค่าภาคหลวงอ้างว่าปรับจากค่าคงที่ 12.5% มาเป็นขั้นบันไดที่อ้างว่าจะได้ผลคืนรัฐมากขึ้นแต่แท้จริงแล้วรายได้จัดเก็บ เฉลี่ยก็ยังอยู่ที่ประมาณ 12% เช่นเดิม ปมสำคัญคือเพิ่มอำนาจให้กับรัฐมนตรีกับอธิบดีอนุมัติสัมปทาน-แก้สัมปทานเบ็ด เสร็จ ปลดล็อกเงื่อนไขให้เพดานเอกชนแต่ละรายห้ามได้สัมปทานเกิน 4-5 แปลงกลายเป็นไม่จำกัดแปลงและจำกัดพื้นที่ และได้เปิดสัมปทานสำรวจขุดเจาะครั้งใหญ่ในยุคนี้อีกต่างหาก
จะรัฐบาลนายทุนนักการเมืองหรืออำมาตย์ก็ครือกั๋น !
มีแต่ประชาชนเท่านั้นที่จะช่วยตนเองได้ อย่าหวังกับพรรคการเมืองเลยครับ ยิ่งข้าราชการยิ่งแล้วใหญ่เพราะตัวใหญ่ๆ ในกระทรวงพลังงานและในหน่วยงานกำกับทั้งหลายที่ควรจะดูแลผลประโยชน์ให้กับ ประชาชนกลับไปนั่งกินเบี้ยเลี้ยงกินตำแหน่งในบอร์ดปตท. ทั้งรายได้ทั้งงบประมาณใหญ่บะเริ่มเทิ่มยิ่งกว่ารัฐมนตรีอีกหลายกระทรวงเสีย อีก
ดังที่กล่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับว่าการจะทำให้การพลังงาน วางอยู่บนผลประโยชน์ของชาติและประชาชนส่วนรวมจริงๆ ต้องปรับแก้กันยกใหญ่ในระดับโครงสร้างซึ่งอาจเรียกว่า “ปฏิรูปการพลังงาน” ที่ครอบคลุมตั้งแต่ประเด็นการจัดแบ่งรายได้ที่เป็นธรรม กระจายผลประโยชน์จากการพลังงานให้กับประชาชนส่วนใหญ่ให้ได้มากที่สุด ปรับแก้กลไกข้อกฏหมาย ตลอดถึงนโยบาย ซึ่งหนทางหนึ่งก็คือการเสนอให้บรรจุเพิ่มลงในรัฐธรรมนูญ
ส.ว.คำนูณ สิทธิสมานเพิ่งเขียนในบทความล่าสุดว่า จะแปรญัตติเพิ่มข้อความในมาตรา 291 ในประเด็นการนิยามปิโตรเลียมว่า “กำหนด ให้ทรัพยากรแร่และปิโตรเลี่ยมเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ดังกล่าว ซึ่งต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ และต้องคำนึงถึงการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน”
ช่องทางนี้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นกับกระแสเรียกร้องของประชาชน ทั้งปวงเข้ามาร่วมผลักดันด้วย อย่างไรเสียปัญหาปิโตรเลียมเป็นเรื่องส่วนรวม ทุกคนต้องใช้น้ำมันใช้แก๊สที่แพงกว่าเพื่อนบ้านโดยรอบ มันน่าตลกมั้ยล่ะพม่าต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากมาเลเซียแต่สามารถขายได้ แค่ลิตรละ 20 กว่าบาทแต่ของเราผลิตเองได้แถมมีโรงกลั่นเพื่อการส่งออกกลับแพงกว่าถึงเกือบ เท่าตัว เห็นด้วยกับคุณกรที่ว่าหากการจัดการภายใต้ระบบกลไกโหล่ยโท่ยเช่นนี้มิสู้ เก็บทรัพยากรของเราไว้ใต้ดินเหมือนเดิมไว้ให้ลูกหลานใช้แล้วนำเข้าจาก มาเลเซียไม่ดีกว่าเรอะ !!?
ถ้าประชาชนไม่ช่วยกันเรียกร้อง เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่จะเกิดการปฏิรูปการพลังงานให้วางอยู่บนผลประโยชน์ ของชาติและประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง!
ปิโตรเลียมไทย : จากฝรั่งครอบงำสู่ขูดรีดกันเอง (1)
โดย บัณรส บัวคลี่
http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9550000041539
คนไทยเพิ่งรู้จักน้ำมันที่มาจากปิโตรเลียมในสมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมๆ กับการนำเข้ารถยนต์ในยุคแรก แต่น้ำมันที่มีบทบาทในวิถีชีวิตประจำวันในยุคนั้นสืบต่อมาอีกหลายสิบปีกลับ ไม่ใช่เบนซิน ดีเซลหรือน้ำมันเตา หากแต่เป็นน้ำมันก๊าดที่ใช้ได้เอนกประสงค์กว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้แสง สว่างในยามค่ำคืน
แม้มนุษย์จะรู้จักและใช้ประโยชน์จากน้ำมันดิบมาตั้งแต่สมัยโบราณแต่โลกก็ เพิ่งจะรู้จักอุตสาหกรรมน้ำมัน ที่หมายถึงการขุดเจาะเอาน้ำมันดิบมาเข้ากระบวนการกลั่นในศตวรรษที่ผ่านมานี่ เอง การขุดเจาะน้ำมันเพื่อการพาณิชย์ครั้งแรกเกิดในโปแลนด์ เมื่อปีค.ศ. 1853 (2396)* และขยายตัวอย่างรวดเร็วในต้นศตวรรษที่ 20 (*วิกิพีเดีย) การขยายตัวของมันสอดคล้องกับการค้นพบและพัฒนากระบวนการกลั่นน้ำมันดิบซึ่ง เริ่มครั้งแรกเมื่อปี 1851(2394) ที่สก๊อตแลนด์**และเริ่มขยายตัวในยุโรปโดยเฉพาะหลังจากการประดิษฐ์ตะเกียง น้ำมันก๊าด( Kerosene lamp) ขึ้นมาใช้ (**วิกิพีเดีย)
การขุดเจาะน้ำมันและอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันของโลกยุคนี้เริ่มอย่าง จริงจังในต้นศตวรรษที่ 20 คือประมาณค.ศ.1860 (ตรงกับพ.ศ.2403-รัชกาลที่4) แม้สยามจะไม่ได้ตกเป็นประเทศอาณานิคมเหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศ แต่ทว่าโลกทั้งใบในขณะนั้นอยู่ในยุคอาณานิคมอันเป็นผลพวงมาจากเทคโนโลยีดารา ศาสตร์และการเดินเรือผนวกกับดินปืนและการปฏิวัติอุตสาหกรรม ดังนั้นโลกที่สามจึงเป็นเป้าหมายของการกอบโกยทรัพยากรแร่ธาตุวัตถุดิบและ เครื่องอุปโภคบริโภคไปยังตะวันตก ขณะเดียวกันโลกที่สามก็มีสถานะเป็นตลาดรองรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและ อุตสาหกรรมของยุโรปพร้อมกันไป
สยามก็เป็นประเทศแรกๆ ที่นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปโดยเฉพาะน้ำมันก๊าดมาใช้ และเริ่มนำเข้ากิจการที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันมากขึ้นๆ เช่น โรงไฟฟ้าและรถราง นำเข้ารถยนต์ และมีตะเกียงน้ำมันก๊าดใช้แพร่หลายในยุคต่อมา แม้สยามจะเริ่มโครงการสำรวจบ่อน้ำมันที่ฝาง โดยกรมพระกำแพงเพชรฯ กรมรถไฟหลวงเมื่อพ.ศ.2464 (1921) แต่ก็ไม่คืบหน้านักเพิ่งจะมาขุดเจาะนำมาใช้ได้จริงในช่วงหลังสงครามโลกครั้ง ที่สอง ในมิติของการพลังงานสถานะของสยามจึงเป็นประเทศปลายทางของอุตสาหกรรมน้ำมัน ที่กำลังเริ่มเติบโตขึ้นทั้งในยุโรปและอเมริกา
เว็บไซต์ของบริษัทเชลล์ (ประเทศไทย)จำกัด( http://www.shell.co.th/home/content/tha-th/aboutshell/who_we_are/history/country/ ) ระบุว่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปของไทยเกิดเมื่อพ.ศ.2435 (ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 5) โดยส่วนใหญ่เป็นน้ำมันก๊าดประวัติศาสตร์ฉบับดังกล่าวทำให้เรารู้ว่า เชลล์ เป็นตัวแบบของบริษัทน้ำมันตะวันตกยุคแรก ๆ ที่ ส่งออกพลังงานชนิดใหม่ออกไปสู่โลกที่สามถึงขนาดที่มีเรือบรรทุกน้ำมันสำเร็จ รูปไว้ส่งขายโดยเฉพาะ จากนั้นก็พัฒนาสินค้าเป็น “น้ำมันก๊าดตรามงกุฎ” บรรจุปี๊บที่คนไทยยุคก่อนรู้จักคุ้นเคยกันดี จัดจำหน่ายผ่านบริษัทตัวแทนคือบริษัท บอร์เนียว จำกัด และต่อมาไม่นานกลุ่มเชลล์จึงค่อยตั้งบริษัทเอเชียติคปิโตรเลียม (สยาม) จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายเองพัฒนา “น้ำมันตราหอย” ขึ้นมาอีกแบรนด์หนึ่ง
เช่นกันกับทางฝั่งอเมริกาซึ่งมีการพัฒนาอุตสาหกรรมขุดเจาะและโรงกลั่นน้ำมัน ไล่เรี่ยกับทางยุโรป และมีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อค้าขายกับสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกลุ่มธุรกิจน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกที่ชื่อว่า Exxon Mobil เจ้าของตราสินค้า Exxon Esso และ Mobil ที่คนไทยรู้จักดี เว็บไซต์ของ www.esso.co.th บอกว่าบริษัทในกลุ่ม คือบริษัทสแตนดาร์ดออยล์แห่ง นิวยอร์กได้เริ่มดำเนินการในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2437 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 แต่นั่นก็เป็นแค่ตัวแทนจำหน่ายเล็กๆ ที่มียอดขายไม่มากนักตามสภาพของยุคสมัย
สยามประเทศค่อยๆ รู้จักสิ่งที่เรียกว่าน้ำมันสำเร็จรูปในมากขึ้นๆ ตามลำดับที่มีการขยายตัวในการใช้ ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองตอนนั้นไม่เฉพาะเรือยนต์เท่านั้น รถยนต์ก็เริ่มมีมากขึ้นบนท้องถนนทั้งแบบเบนเซินและดีเซล คนไทยในชนบทใช้ตะเกียงเจ้าพายุซึ่งต้องใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง เริ่มมีการเก็บสต๊อก ขนส่งและจัดจำหน่ายน้ำมันไปยังต่างจังหวัดนอกกรุงเทพฯ ออกไป จึงได้มีการตราพรบ.ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง 2474 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 7) ว่าด้วยการออกใบอนุญาตสถานที่จัดเก็บ จัดจำหน่าย
นี่เป็นครั้งแรกที่มีการใช้ศัพท์ “น้ำมันเชื้อเพลิง” อย่างเป็นทางการเพื่อใช้เรียกผลิตภัณฑ์จากไฮโดรคาร์บอนจัดแบ่งน้ำมันเชื้อ เพลิงเป็น 3 ชนิด (สะกดตามต้นฉบับ) คือ 1.ชะนิดไม่น่ากลัวอันตราย ที่มีขั้นเกิดไฟสูงกว่า 66 ดีกรีเซนติกราดขึ้นไป 2.ชะนิดธรรมดา หมายว่า ที่มีขั้นเกิดไฟในระวางตั้งแต่ 66 ลงมาถึง 23 ดีกรีเซนติกราด และ 3. ชะนิดน่ากลัวอันตราย หมายความว่าที่มีขั้นเกิดไฟต่ำกว่า 23 ดีกรีเซนติกราด
พรบ.ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง 2474 คือการเริ่มเข้ามาควบคุมกำกับดูแลกิจกรรมเกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงและ ปิโตรเลียมของไทยในยุคแรก กำหนดปริมาณที่ต้องขออนุญาตเก็บรักษา กำหนดพื้นที่เหมาะสมสำหรับจัดเก็บให้ห่างไกลผู้คน แม้กระทั่งการขนย้ายต้องมีสัญลักษณ์และป้าย “ไวไฟ” ติดไว้ (จนถึงวันนี้คำว่า-ไวไฟ-ที่ติดไว้ข้างรถขนน้ำมันได้ใช้มาเกิน 80 ปีแล้ว)
แต่กฏหมายดังกล่าวก็แค่การกำกับป้องกันมิให้เกิดอันตรายต่อผู้คนและ ทรัพย์สินสาธารณะเป็นหลักใหญแต่ไม่ได้คลุมไปถึงราคา น้ำมันเชื้อเพลิงจึงถูกบริษัทฝรั่งที่นำเข้า 2 รายใหญ่จากฝั่งอเมริกา และจากฝั่งยุโรปรวมหัวกันกำหนดราคาขาย
เอกสารประวัตินโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเปิดเสรีด้านพลังงาน โครงการศึกษาวิจัยและจัดทำประวัติการพัฒนาพลังงาน ของประเทศไทย : สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (มรกต ลิ้มตระกูล – เรียบเรียง เทียนไชย จงพีร์เพียร – บรรณาธิการ) ได้กล่าวถึงการที่ไทยถูกเอาเปรียบโดยรวมหัวกันกำหนดราคาของบริษัทต่างชาติ ช่วงดังกล่าวว่า
“ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยต้องสั่งซื้อน้ำมันจากต่างประเทศ ผ่านบริษัทต่างประเทศซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอยู่ในประเทศไทย ในขณะนั้นมีอยู่ 2 บริษัท คือ บริษัทแสตนดาร์ดแวคคัมออยล์ของอเมริกา (ปัจจุบัน คือ บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด) และบริษัทรอยัลดัทช์ปิโตรเลียมของอังกฤษกับฮอลแลนด์ (ปัจจุบัน คือ บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด)
บริษัททั้งสองมีสัญญาส่วนแบ่งการตลาดต่อกัน คือบริษัทของอเมริกามีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศจีนและญี่ปุ่นร้อยละ 80 บริษัทของอังกฤษกับฮอลแลนด์มีส่วนแบ่งร้อยละ 20 แต่บริษัทอังกฤษกับฮอลแลนด์มีส่วนแบ่งในประเทศแถบอินโดจีน คือ ไทย แหลมมลายู พม่า และอินเดีย ร้อยละ 80 ส่วนบริษัทของอเมริกามีส่วนแบ่งร้อยละ 20 บริษัททั้งสองจึงรักษาระดับราคาเพื่อให้เป็นไปตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ทำให้บริษัทของคนจีน หรือของคนไทยที่ตั้งขึ้นต้องล้มไปเพราะ ไม่สามารถสู้สองบริษัทดังกล่าวนี้ได้ ดังนั้น ราคาน้ำมันในประเทศไทยจึงถูกผูกขาดโดยบริษัท ดังกล่าวที่จะตั้งราคาขายเท่าใด ทางราชการและประชาชนก็ต้องซื้อในราคานั้น ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศในช่วงนั้นแพงมากเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันในตลาดโลก”
(เรื่องราวการผูกขาดของ Standard Vacuum Oil Company ของสหรัฐอเมริกากับ Royal Dutch Petroleum รวมหัวกันกำหนดราคาในเอเชียถูกกล่าวถึงในหนังสือ Japanese Industrial Governance: Protectionism and licensing state เขียนโดย Yul Sohn สำนักพิมพ์ Routledge ได้กล่าวไว้ในบทที่ 4 Politics for protection-Petroleum ถึงบทบาทการผูกขาดรวมหัวกันของสองบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ดังกล่าวต่อญี่ปุ่น ในต้นศตวรรษที่ 19และการพยายามปลดแอกของญี่ปุ่นจากการครอบงำดังกล่าว)
บทเรียนของบรรพชน: จะปลดแอกฝรั่ง
ในยุคนั้นประเทศสยามไม่เคยมีจินตนาการนึกถึงการเป็นผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง เอง เพราะบ่อน้ำมันฝางที่มีก็ยังไม่คืบหน้าใดๆ ในการขุดเจาะ เทคโนโลยีการกลั่นก็ไม่มีจึงต้องอาศัยการ “นำเข้า” น้ำมันสำเร็จรูปมาจำหน่ายปลีก ซึ่งมีบริษัทต่างชาติ 2 เจ้าคือ กลุ่มเอสโซ่ กับ กลุ่มเชลล์ รวมหัวกันขาย จึงเป็นโครงสร้างที่ขาดความมั่นคงเพราะในยุคนั้น น้ำมันเริ่มกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่เฉพาะต่อด้านเศรษฐกิจหรือการคมนาคมเท่า นั้นหากยังมีความสำคัญต่อการทหารและความมั่นคงด้วย
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 รัฐบาลในยุคนั้นมีหลักการสำคัญประการหนึ่งคือหลักประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เริ่มมีสำนึกความเป็นชาตินิยม รวมถึงเห็นความสำคัญของน้ำมันในฐานะยุทธปัจจัยจึงได้ตรา พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2481 ที่มีเนื้อหาก้าวหน้าไปจากพรบ.ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง 2474 ไปไกลโขเพราะมุ่งปลดแอกการผูกขาดราคาของบริษัทต่างชาติ โดยระบุในมาตรา 14 เรื่องการกำหนดราคาให้รัฐมนตรี(ว่าการกระทรวงเศรษฐการ)กำหนดราคาขายน้ำมัน เชื้อเพลิงทั้งส่งและปลีกรวมทั้งขายเฉพาะท้องถิ่นไว้ด้วย และยังกำหนดให้บริษัทนำเข้าสำรองน้ำมันไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของที่ได้รับ อนุญาต (มาตรา11)
กฎหมายฉบับนี้จึง“เป็นเรื่อง” ขึ้นมาเพราะทั้งสแตนดาร์ดวาคัมออยล์ (เอสโซ่) และรอยัลดัทช์ปิโตรเลียม (เชลล์) รับไม่ได้กับเงื่อนไขชาตินิยม ไม่เสรีอะไรเช่นนี้ (แต่การรวมหัวกำหนดราคาถือว่าเป็นเสรี-ฮา) จึงถอนตัวจากตลาดเมืองไทยไปในเวลาต่อมา
มองย้อนกลับไปเมื่อครั้งนั้น (2481) จะพบว่า รัฐบาลคณะราษฏร์ที่มีหลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เริ่มได้กลิ่นสงครามโลกครั้งใหม่และมีการเตรียมความพร้อมหลายประการเพื่อรับ มือเช่น การสำรองทองคำแท่งแทนเงินตราต่างประเทศ รวมไปถึงความสนิทสนมกับทางญี่ปุ่นมากขึ้นเป็นลำดับโดยจนกระทั่งช่วงเกิด สงครามอินโดจีน (พิพาทไทย-ฝรั่งเศสที่มาของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูม พ.ศ.2483-84)
เอกสารประวัตินโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเปิดเสรีด้านพลังงาน สะท้อนออกมาได้ชัดเจนถึงความพยายามของคนในยุคก่อนที่พยายามจะปลดแอกตนเองจาก การผูกขาดครอบงำ พยายามจะยืนบนขาตัวเองในเรื่องการพลังงานให้จงได้เพราะรู้ดีว่ากิจการด้าน นี้มีความสำคัญโยงไปถึงความมั่นคงแห่งรัฐด้วย
“หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองรัฐบาลยุคนั้นให้ความสำคัญกับการจัดหา น้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากเห็นว่าเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญของประเทศ จึงมอบหมายให้ นายวนิช ปานะนนท์ (คณะราษฏรสายพลเรือน) เป็นผู้ดำเนินการจัดการเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง ...จากนั้น ได้ตั้ง"แผนกเชื้อเพลิง" ขึ้นในกระทรวงกลาโหม ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2476 และกระทรวงกลาโหมได้มอบหมายให้นายวนิช ปานะนนท์ เป็นผู้ดำเนินการสั่งซื้อน้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ให้แก่ส่วนราชการ ทำให้สามารถซื้อน้ำมันได้ถูกลงและประเทศสามารถประหยัดเงินได้ประมาณปีละแสน เศษและต่อมาคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ยกฐานะแผนกเชื้อเพลิงขึ้นเป็น "กรมเชื้อเพลิง" เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2480”
ก็น่าสังเกตว่าอธิบดีกรมเชื้อเพลิงคือ นายวนิช ปานะนนท์ ผู้ซึ่งดูแลเรื่องน้ำมันมาตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งสองนายวนิชคนดังกล่าวก็ถูกมองว่าสนิทสนมกับ ฝ่ายญี่ปุ่นมากเป็นพิเศษ การตราพรบ.น้ำมันเชื้อเพลิง 2481 เพื่อดัดหลังบริษัทต่างชาติสร้างความมั่นคงทางพลังงานสำรองให้กับประเทศก็มี ผลมาจากการดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นของตัวแทนรัฐบาลไทย ขณะที่ในยุคนั้นญี่ปุ่นมีนโยบายชัดเจนเรื่องความเป็นจักรวรรดินิยมปลดแอกการ เอาเปรียบของต่างชาติ และที่สำคัญญี่ปุ่นเป็นชาติที่เผชิญกับการเอาเปรียบรวมหัวกำหนดราคาของ บริษัทต่างชาติมาก่อน
พัฒนาการต่อเนื่องหลังจากที่ออกกฎหมายน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วรัฐบาลยุค นั้นยังได้จัดตั้งโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกของประเทศ มีกำลังการกลั่น 1,000 บาร์เรล/วัน ตั้งอยู่ที่ช่องนนทรี...เป้าหมายก็เพื่อหยั่งขายืนได้ด้วยตนเองไม่ต้องยืม จมูกฝรั่งหายใจ แต่ก็ไม่วายที่จะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันเพราะหลายปัจจัยแวดล้อมโดยเฉพาะเกิด สงครามในยุโรปจนรัฐบาลพิบูลสงครามต้องตราพรบ.ปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง 2483 ขึ้นมาบังคับใช้ ประชาชนจะซื้อต้องมีใบคำร้อง (ถ้าเพื่อใช้เองใบละ 5 สตางค์ ถ้ายื่นคำร้องเพื่อขายใบละ 10 สตางค์) และยื่นใบคำร้องเสร็จแล้วจะได้ใบอนุญาตซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องจ่ายค่าใบอนุญาต 20 สตางค์ แต่ถ้าเป็นใบอนุญาตขายจ่ายใบละ 1 บาท)
พรบ.ปันส่วนน้ำมันถูกใช้ยาวนานจากพ.ศ. 2483 มาตลอดจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางหนึ่งสะท้อนความเป็นปกติที่ยุคสงครามทุกอย่างต้องขาดแคลน แต่อีกทางหนึ่งกลับสะท้อนถึงความมั่นคงของชาติที่ไม่มีแหล่งน้ำมันเป็นของตน เองต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก และคงจะมีผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชนอยู่ไม่น้อยดังปรากฏในกระทู้ถามที่ 28/2485 ของส.ส.จังหวัดระยอง นายเสกล เจตสมมา ต่อการปันส่วนน้ำมันที่ดูเหมือนไม่เท่าเทียมระหว่างผู้มีรถยนต์ส่วนตัวกับ ประชาชนธรรมดาว่า 1.หากงดการปันให้กับรถยนต์เอกชนจะได้หรือไม่ ? และ 2.ตัดการจ่ายน้ำมันให้รถส่วนตัวมาเพิ่มให้รถยนต์โดยสารจะได้หรือไม่ ?
ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (จอมพลป.ควบตำแหน่งนายกฯ กลาโหม และต่างประเทศในยุคสงคราม) ได้ลุกขึ้นตอบว่า ทำไม่ได้ เพราะที่คณะกรรมการปันให้รถส่วนตัวเดือนละ 10 ลิตรถือว่าน้อยอยู่แล้วเผื่อกรณีฉุกเฉินและการเดินเครื่องยนต์ไม่ให้รถเสีย หาย ส่วนการปันให้กับรถโดยสารเพิ่ม ตอบว่าถ้างดกลุ่มเอกชนมาปันให้รถโดยสารจะเพิ่มได้ไม่มาก ยังไม่คุ้มที่จะทำ
จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองจบลงพร้อมกับการพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น 2 ตัวแทนบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ค่ายยุโรป และอเมริกาคือเชลล์และเอสโซ่เดินทางมาพร้อมกับเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ
เหตุการณ์ตรงขุดนี้เอกสาร “ประวัตินโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเปิดเสรีด้านพลังงาน” ระบุว่าผู้บริหารของบริษัทน้ำมันดังกล่าวมีสถานะเป็น “เป็นเจ้าหน้าที่น้ำมันเชื้อเพลิงของสหประชาชาติ” ทำให้นึกถึงบริษัทน้ำมันเครือข่ายจอร์จ บุช-ดิก เชนีย์ เดินทางเข้าอิรักพร้อมกับกองทหารเพื่อทำมาหากินในนามของผู้รับชัยชนะ เช่นเดียวกันเลย...เชลล์และเอสโซ่ยื่นข้อเสนอถึงรัฐบาลไทยให้ปลดพันธนาการพร บ.น้ำมันเชื้อเพลิง 2481 ที่ควบคุมผู้นำเข้าเข้มงวด บังคับสำรองน้ำมันและบังคับกำหนดราคาขาย
ในที่สุดรัฐบาลไทยในยุคนั้นก็ต้องยอมตามคำขอของบริษัทน้ำมันตะวันตก ที่เข้ามาพร้อมกับผู้ชนะคือกองกำลังทหารสหประชาชาติในนามของการเรียกร้องการ ค้าเสรี
1 เมษายน 2489 รัฐบาลไทยได้ออกพระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายว่าด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง มีเนื้อหาแค่ 3 มาตรา ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
เอกสาร “ประวัติศาสตร์การพลังงานไทยเอกสารนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเปิด เสรีด้านพลังงานโครงการศึกษาวิจัยและจัดทำประวัติการพัฒนาพลังงาน :สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน” (ที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงบ่อยครั้ง) มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยในจุดนี้ เพราะระบุว่า การยกเลิกกฎหมายเกิดในสมัยนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีตามปรากฏที่เขียนว่า
“นาย เจ.เอ.อีแวน ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และนายอี.พี.เจ. ผู้จัดการบริษัทแสตนดาร์ดแวคคัมออยล์ จำกัด เป็นเจ้าหน้าที่น้ำมันเชื้อเพลิงของสหประชาชาติร่วมเดินทางมาด้วย และได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เพื่อเจรจาเรื่องการค้าน้ำมันเสรี จนมาถึงปี พ.ศ. 2489 สมัยที่นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี บริษัทน้ำมันต่างชาติได้ขอเข้ามาทำการค้าในประเทศและขอให้รัฐบาลยกเลิกพระ ราชบัญญัติ น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2481 โดยอ้างว่าไม่เป็นการค้าเสรีในที่สุดก็มีการตกลงยกเลิกพระราชบัญญัติดัง กล่าว”
เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาระบุว่าผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการคือ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งต่อจากนายควง อภัยวงศ์ ที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแค่ระยะสั้นๆ ประมาณ 3 เดือนเท่านั้น (จุดตรงนี้น่าที่สนพ.น่าจะปรับแก้ต่อไป)
โดยที่สุดแล้ว บริษัทน้ำมันตะวันตกอาศัยจังหวะที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นผู้ชนะสงครามกลับเข้า มาสู่ตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงและกดดันรัฐบาลไทยให้ยกเลิกกฎหมายควบคุมผู้นำเข้า ควบคุมราคาจำหน่าย (ส่ง ปลีก และพื้นที่เฉพาะ) ทำให้รัฐบาลต้องหันไปใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการค้ากำไรเกินควรมาควบคุม ราคาขายปลีกตามต่างจังหวัดแทน ซึ่งเนื้อแท้ก็คือการควบคุมคนไทยที่อยู่ปลายทางของสินค้าในฐานะผู้ค้า ปลีกรายย่อย ไม่สามารถเข้าไปควบคุมบริษัทฝรั่งผู้นำเข้า ผู้เก็บกักสำรองน้ำมันดังที่เคยทำมา
ประวัติศาสตร์น้ำมันเชื้อเพลิงในยุคต้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงยุค ที่ประเทศไทยเริ่มค้นพบหลุมก๊าซธรรมชาติสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประมาณพ.ศ. 2524 จึงเป็นช่วงเวลาของบริษัทน้ำมันต่างชาติมีบทบาทและอิทธิพลครอบงำตลาด ขณะที่รัฐบาลไทยแต่ละยุคก็พยายามจะดิ้นรนขยับขยายเพิ่มความมั่นคงด้าน พลังงานเชื้อเพลิงไปทีละขั้นทีละเล็กละน้อย ใช้เวลาร่วม 50 ปีกว่าที่กิจการสัญชาติไทยจะมีบทบาทและอิทธิพลครอบตลาดบนพื้นฐานของการค้นพบ แหล่งก๊าซและปิโตรเลียมจำนวนมากบนผืนแผ่นดินไทย
แต่น่าเสียดายที่กิจการรัฐวิสาหกิจสัญชาติไทยกลับกดขี่ขูดรีดเสียยิ่งกว่ายุคฝรั่งครอบงำ !
(มีต่อตอนต่อไป)
http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9550000041539
คนไทยเพิ่งรู้จักน้ำมันที่มาจากปิโตรเลียมในสมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมๆ กับการนำเข้ารถยนต์ในยุคแรก แต่น้ำมันที่มีบทบาทในวิถีชีวิตประจำวันในยุคนั้นสืบต่อมาอีกหลายสิบปีกลับ ไม่ใช่เบนซิน ดีเซลหรือน้ำมันเตา หากแต่เป็นน้ำมันก๊าดที่ใช้ได้เอนกประสงค์กว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้แสง สว่างในยามค่ำคืน
แม้มนุษย์จะรู้จักและใช้ประโยชน์จากน้ำมันดิบมาตั้งแต่สมัยโบราณแต่โลกก็ เพิ่งจะรู้จักอุตสาหกรรมน้ำมัน ที่หมายถึงการขุดเจาะเอาน้ำมันดิบมาเข้ากระบวนการกลั่นในศตวรรษที่ผ่านมานี่ เอง การขุดเจาะน้ำมันเพื่อการพาณิชย์ครั้งแรกเกิดในโปแลนด์ เมื่อปีค.ศ. 1853 (2396)* และขยายตัวอย่างรวดเร็วในต้นศตวรรษที่ 20 (*วิกิพีเดีย) การขยายตัวของมันสอดคล้องกับการค้นพบและพัฒนากระบวนการกลั่นน้ำมันดิบซึ่ง เริ่มครั้งแรกเมื่อปี 1851(2394) ที่สก๊อตแลนด์**และเริ่มขยายตัวในยุโรปโดยเฉพาะหลังจากการประดิษฐ์ตะเกียง น้ำมันก๊าด( Kerosene lamp) ขึ้นมาใช้ (**วิกิพีเดีย)
การขุดเจาะน้ำมันและอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันของโลกยุคนี้เริ่มอย่าง จริงจังในต้นศตวรรษที่ 20 คือประมาณค.ศ.1860 (ตรงกับพ.ศ.2403-รัชกาลที่4) แม้สยามจะไม่ได้ตกเป็นประเทศอาณานิคมเหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศ แต่ทว่าโลกทั้งใบในขณะนั้นอยู่ในยุคอาณานิคมอันเป็นผลพวงมาจากเทคโนโลยีดารา ศาสตร์และการเดินเรือผนวกกับดินปืนและการปฏิวัติอุตสาหกรรม ดังนั้นโลกที่สามจึงเป็นเป้าหมายของการกอบโกยทรัพยากรแร่ธาตุวัตถุดิบและ เครื่องอุปโภคบริโภคไปยังตะวันตก ขณะเดียวกันโลกที่สามก็มีสถานะเป็นตลาดรองรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและ อุตสาหกรรมของยุโรปพร้อมกันไป
สยามก็เป็นประเทศแรกๆ ที่นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปโดยเฉพาะน้ำมันก๊าดมาใช้ และเริ่มนำเข้ากิจการที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันมากขึ้นๆ เช่น โรงไฟฟ้าและรถราง นำเข้ารถยนต์ และมีตะเกียงน้ำมันก๊าดใช้แพร่หลายในยุคต่อมา แม้สยามจะเริ่มโครงการสำรวจบ่อน้ำมันที่ฝาง โดยกรมพระกำแพงเพชรฯ กรมรถไฟหลวงเมื่อพ.ศ.2464 (1921) แต่ก็ไม่คืบหน้านักเพิ่งจะมาขุดเจาะนำมาใช้ได้จริงในช่วงหลังสงครามโลกครั้ง ที่สอง ในมิติของการพลังงานสถานะของสยามจึงเป็นประเทศปลายทางของอุตสาหกรรมน้ำมัน ที่กำลังเริ่มเติบโตขึ้นทั้งในยุโรปและอเมริกา
เว็บไซต์ของบริษัทเชลล์ (ประเทศไทย)จำกัด( http://www.shell.co.th/home/content/tha-th/aboutshell/who_we_are/history/country/ ) ระบุว่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปของไทยเกิดเมื่อพ.ศ.2435 (ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 5) โดยส่วนใหญ่เป็นน้ำมันก๊าดประวัติศาสตร์ฉบับดังกล่าวทำให้เรารู้ว่า เชลล์ เป็นตัวแบบของบริษัทน้ำมันตะวันตกยุคแรก ๆ ที่ ส่งออกพลังงานชนิดใหม่ออกไปสู่โลกที่สามถึงขนาดที่มีเรือบรรทุกน้ำมันสำเร็จ รูปไว้ส่งขายโดยเฉพาะ จากนั้นก็พัฒนาสินค้าเป็น “น้ำมันก๊าดตรามงกุฎ” บรรจุปี๊บที่คนไทยยุคก่อนรู้จักคุ้นเคยกันดี จัดจำหน่ายผ่านบริษัทตัวแทนคือบริษัท บอร์เนียว จำกัด และต่อมาไม่นานกลุ่มเชลล์จึงค่อยตั้งบริษัทเอเชียติคปิโตรเลียม (สยาม) จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายเองพัฒนา “น้ำมันตราหอย” ขึ้นมาอีกแบรนด์หนึ่ง
เช่นกันกับทางฝั่งอเมริกาซึ่งมีการพัฒนาอุตสาหกรรมขุดเจาะและโรงกลั่นน้ำมัน ไล่เรี่ยกับทางยุโรป และมีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อค้าขายกับสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกลุ่มธุรกิจน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกที่ชื่อว่า Exxon Mobil เจ้าของตราสินค้า Exxon Esso และ Mobil ที่คนไทยรู้จักดี เว็บไซต์ของ www.esso.co.th บอกว่าบริษัทในกลุ่ม คือบริษัทสแตนดาร์ดออยล์แห่ง นิวยอร์กได้เริ่มดำเนินการในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2437 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 แต่นั่นก็เป็นแค่ตัวแทนจำหน่ายเล็กๆ ที่มียอดขายไม่มากนักตามสภาพของยุคสมัย
สยามประเทศค่อยๆ รู้จักสิ่งที่เรียกว่าน้ำมันสำเร็จรูปในมากขึ้นๆ ตามลำดับที่มีการขยายตัวในการใช้ ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองตอนนั้นไม่เฉพาะเรือยนต์เท่านั้น รถยนต์ก็เริ่มมีมากขึ้นบนท้องถนนทั้งแบบเบนเซินและดีเซล คนไทยในชนบทใช้ตะเกียงเจ้าพายุซึ่งต้องใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง เริ่มมีการเก็บสต๊อก ขนส่งและจัดจำหน่ายน้ำมันไปยังต่างจังหวัดนอกกรุงเทพฯ ออกไป จึงได้มีการตราพรบ.ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง 2474 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 7) ว่าด้วยการออกใบอนุญาตสถานที่จัดเก็บ จัดจำหน่าย
นี่เป็นครั้งแรกที่มีการใช้ศัพท์ “น้ำมันเชื้อเพลิง” อย่างเป็นทางการเพื่อใช้เรียกผลิตภัณฑ์จากไฮโดรคาร์บอนจัดแบ่งน้ำมันเชื้อ เพลิงเป็น 3 ชนิด (สะกดตามต้นฉบับ) คือ 1.ชะนิดไม่น่ากลัวอันตราย ที่มีขั้นเกิดไฟสูงกว่า 66 ดีกรีเซนติกราดขึ้นไป 2.ชะนิดธรรมดา หมายว่า ที่มีขั้นเกิดไฟในระวางตั้งแต่ 66 ลงมาถึง 23 ดีกรีเซนติกราด และ 3. ชะนิดน่ากลัวอันตราย หมายความว่าที่มีขั้นเกิดไฟต่ำกว่า 23 ดีกรีเซนติกราด
พรบ.ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง 2474 คือการเริ่มเข้ามาควบคุมกำกับดูแลกิจกรรมเกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงและ ปิโตรเลียมของไทยในยุคแรก กำหนดปริมาณที่ต้องขออนุญาตเก็บรักษา กำหนดพื้นที่เหมาะสมสำหรับจัดเก็บให้ห่างไกลผู้คน แม้กระทั่งการขนย้ายต้องมีสัญลักษณ์และป้าย “ไวไฟ” ติดไว้ (จนถึงวันนี้คำว่า-ไวไฟ-ที่ติดไว้ข้างรถขนน้ำมันได้ใช้มาเกิน 80 ปีแล้ว)
แต่กฏหมายดังกล่าวก็แค่การกำกับป้องกันมิให้เกิดอันตรายต่อผู้คนและ ทรัพย์สินสาธารณะเป็นหลักใหญแต่ไม่ได้คลุมไปถึงราคา น้ำมันเชื้อเพลิงจึงถูกบริษัทฝรั่งที่นำเข้า 2 รายใหญ่จากฝั่งอเมริกา และจากฝั่งยุโรปรวมหัวกันกำหนดราคาขาย
เอกสารประวัตินโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเปิดเสรีด้านพลังงาน โครงการศึกษาวิจัยและจัดทำประวัติการพัฒนาพลังงาน ของประเทศไทย : สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (มรกต ลิ้มตระกูล – เรียบเรียง เทียนไชย จงพีร์เพียร – บรรณาธิการ) ได้กล่าวถึงการที่ไทยถูกเอาเปรียบโดยรวมหัวกันกำหนดราคาของบริษัทต่างชาติ ช่วงดังกล่าวว่า
“ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยต้องสั่งซื้อน้ำมันจากต่างประเทศ ผ่านบริษัทต่างประเทศซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอยู่ในประเทศไทย ในขณะนั้นมีอยู่ 2 บริษัท คือ บริษัทแสตนดาร์ดแวคคัมออยล์ของอเมริกา (ปัจจุบัน คือ บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด) และบริษัทรอยัลดัทช์ปิโตรเลียมของอังกฤษกับฮอลแลนด์ (ปัจจุบัน คือ บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด)
บริษัททั้งสองมีสัญญาส่วนแบ่งการตลาดต่อกัน คือบริษัทของอเมริกามีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศจีนและญี่ปุ่นร้อยละ 80 บริษัทของอังกฤษกับฮอลแลนด์มีส่วนแบ่งร้อยละ 20 แต่บริษัทอังกฤษกับฮอลแลนด์มีส่วนแบ่งในประเทศแถบอินโดจีน คือ ไทย แหลมมลายู พม่า และอินเดีย ร้อยละ 80 ส่วนบริษัทของอเมริกามีส่วนแบ่งร้อยละ 20 บริษัททั้งสองจึงรักษาระดับราคาเพื่อให้เป็นไปตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ทำให้บริษัทของคนจีน หรือของคนไทยที่ตั้งขึ้นต้องล้มไปเพราะ ไม่สามารถสู้สองบริษัทดังกล่าวนี้ได้ ดังนั้น ราคาน้ำมันในประเทศไทยจึงถูกผูกขาดโดยบริษัท ดังกล่าวที่จะตั้งราคาขายเท่าใด ทางราชการและประชาชนก็ต้องซื้อในราคานั้น ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศในช่วงนั้นแพงมากเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันในตลาดโลก”
(เรื่องราวการผูกขาดของ Standard Vacuum Oil Company ของสหรัฐอเมริกากับ Royal Dutch Petroleum รวมหัวกันกำหนดราคาในเอเชียถูกกล่าวถึงในหนังสือ Japanese Industrial Governance: Protectionism and licensing state เขียนโดย Yul Sohn สำนักพิมพ์ Routledge ได้กล่าวไว้ในบทที่ 4 Politics for protection-Petroleum ถึงบทบาทการผูกขาดรวมหัวกันของสองบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ดังกล่าวต่อญี่ปุ่น ในต้นศตวรรษที่ 19และการพยายามปลดแอกของญี่ปุ่นจากการครอบงำดังกล่าว)
บทเรียนของบรรพชน: จะปลดแอกฝรั่ง
ในยุคนั้นประเทศสยามไม่เคยมีจินตนาการนึกถึงการเป็นผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง เอง เพราะบ่อน้ำมันฝางที่มีก็ยังไม่คืบหน้าใดๆ ในการขุดเจาะ เทคโนโลยีการกลั่นก็ไม่มีจึงต้องอาศัยการ “นำเข้า” น้ำมันสำเร็จรูปมาจำหน่ายปลีก ซึ่งมีบริษัทต่างชาติ 2 เจ้าคือ กลุ่มเอสโซ่ กับ กลุ่มเชลล์ รวมหัวกันขาย จึงเป็นโครงสร้างที่ขาดความมั่นคงเพราะในยุคนั้น น้ำมันเริ่มกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่เฉพาะต่อด้านเศรษฐกิจหรือการคมนาคมเท่า นั้นหากยังมีความสำคัญต่อการทหารและความมั่นคงด้วย
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 รัฐบาลในยุคนั้นมีหลักการสำคัญประการหนึ่งคือหลักประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เริ่มมีสำนึกความเป็นชาตินิยม รวมถึงเห็นความสำคัญของน้ำมันในฐานะยุทธปัจจัยจึงได้ตรา พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2481 ที่มีเนื้อหาก้าวหน้าไปจากพรบ.ว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง 2474 ไปไกลโขเพราะมุ่งปลดแอกการผูกขาดราคาของบริษัทต่างชาติ โดยระบุในมาตรา 14 เรื่องการกำหนดราคาให้รัฐมนตรี(ว่าการกระทรวงเศรษฐการ)กำหนดราคาขายน้ำมัน เชื้อเพลิงทั้งส่งและปลีกรวมทั้งขายเฉพาะท้องถิ่นไว้ด้วย และยังกำหนดให้บริษัทนำเข้าสำรองน้ำมันไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของที่ได้รับ อนุญาต (มาตรา11)
กฎหมายฉบับนี้จึง“เป็นเรื่อง” ขึ้นมาเพราะทั้งสแตนดาร์ดวาคัมออยล์ (เอสโซ่) และรอยัลดัทช์ปิโตรเลียม (เชลล์) รับไม่ได้กับเงื่อนไขชาตินิยม ไม่เสรีอะไรเช่นนี้ (แต่การรวมหัวกำหนดราคาถือว่าเป็นเสรี-ฮา) จึงถอนตัวจากตลาดเมืองไทยไปในเวลาต่อมา
มองย้อนกลับไปเมื่อครั้งนั้น (2481) จะพบว่า รัฐบาลคณะราษฏร์ที่มีหลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เริ่มได้กลิ่นสงครามโลกครั้งใหม่และมีการเตรียมความพร้อมหลายประการเพื่อรับ มือเช่น การสำรองทองคำแท่งแทนเงินตราต่างประเทศ รวมไปถึงความสนิทสนมกับทางญี่ปุ่นมากขึ้นเป็นลำดับโดยจนกระทั่งช่วงเกิด สงครามอินโดจีน (พิพาทไทย-ฝรั่งเศสที่มาของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูม พ.ศ.2483-84)
เอกสารประวัตินโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเปิดเสรีด้านพลังงาน สะท้อนออกมาได้ชัดเจนถึงความพยายามของคนในยุคก่อนที่พยายามจะปลดแอกตนเองจาก การผูกขาดครอบงำ พยายามจะยืนบนขาตัวเองในเรื่องการพลังงานให้จงได้เพราะรู้ดีว่ากิจการด้าน นี้มีความสำคัญโยงไปถึงความมั่นคงแห่งรัฐด้วย
“หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองรัฐบาลยุคนั้นให้ความสำคัญกับการจัดหา น้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากเห็นว่าเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญของประเทศ จึงมอบหมายให้ นายวนิช ปานะนนท์ (คณะราษฏรสายพลเรือน) เป็นผู้ดำเนินการจัดการเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง ...จากนั้น ได้ตั้ง"แผนกเชื้อเพลิง" ขึ้นในกระทรวงกลาโหม ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2476 และกระทรวงกลาโหมได้มอบหมายให้นายวนิช ปานะนนท์ เป็นผู้ดำเนินการสั่งซื้อน้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ให้แก่ส่วนราชการ ทำให้สามารถซื้อน้ำมันได้ถูกลงและประเทศสามารถประหยัดเงินได้ประมาณปีละแสน เศษและต่อมาคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ยกฐานะแผนกเชื้อเพลิงขึ้นเป็น "กรมเชื้อเพลิง" เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2480”
ก็น่าสังเกตว่าอธิบดีกรมเชื้อเพลิงคือ นายวนิช ปานะนนท์ ผู้ซึ่งดูแลเรื่องน้ำมันมาตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งสองนายวนิชคนดังกล่าวก็ถูกมองว่าสนิทสนมกับ ฝ่ายญี่ปุ่นมากเป็นพิเศษ การตราพรบ.น้ำมันเชื้อเพลิง 2481 เพื่อดัดหลังบริษัทต่างชาติสร้างความมั่นคงทางพลังงานสำรองให้กับประเทศก็มี ผลมาจากการดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นของตัวแทนรัฐบาลไทย ขณะที่ในยุคนั้นญี่ปุ่นมีนโยบายชัดเจนเรื่องความเป็นจักรวรรดินิยมปลดแอกการ เอาเปรียบของต่างชาติ และที่สำคัญญี่ปุ่นเป็นชาติที่เผชิญกับการเอาเปรียบรวมหัวกำหนดราคาของ บริษัทต่างชาติมาก่อน
พัฒนาการต่อเนื่องหลังจากที่ออกกฎหมายน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วรัฐบาลยุค นั้นยังได้จัดตั้งโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกของประเทศ มีกำลังการกลั่น 1,000 บาร์เรล/วัน ตั้งอยู่ที่ช่องนนทรี...เป้าหมายก็เพื่อหยั่งขายืนได้ด้วยตนเองไม่ต้องยืม จมูกฝรั่งหายใจ แต่ก็ไม่วายที่จะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันเพราะหลายปัจจัยแวดล้อมโดยเฉพาะเกิด สงครามในยุโรปจนรัฐบาลพิบูลสงครามต้องตราพรบ.ปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง 2483 ขึ้นมาบังคับใช้ ประชาชนจะซื้อต้องมีใบคำร้อง (ถ้าเพื่อใช้เองใบละ 5 สตางค์ ถ้ายื่นคำร้องเพื่อขายใบละ 10 สตางค์) และยื่นใบคำร้องเสร็จแล้วจะได้ใบอนุญาตซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องจ่ายค่าใบอนุญาต 20 สตางค์ แต่ถ้าเป็นใบอนุญาตขายจ่ายใบละ 1 บาท)
พรบ.ปันส่วนน้ำมันถูกใช้ยาวนานจากพ.ศ. 2483 มาตลอดจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางหนึ่งสะท้อนความเป็นปกติที่ยุคสงครามทุกอย่างต้องขาดแคลน แต่อีกทางหนึ่งกลับสะท้อนถึงความมั่นคงของชาติที่ไม่มีแหล่งน้ำมันเป็นของตน เองต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก และคงจะมีผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชนอยู่ไม่น้อยดังปรากฏในกระทู้ถามที่ 28/2485 ของส.ส.จังหวัดระยอง นายเสกล เจตสมมา ต่อการปันส่วนน้ำมันที่ดูเหมือนไม่เท่าเทียมระหว่างผู้มีรถยนต์ส่วนตัวกับ ประชาชนธรรมดาว่า 1.หากงดการปันให้กับรถยนต์เอกชนจะได้หรือไม่ ? และ 2.ตัดการจ่ายน้ำมันให้รถส่วนตัวมาเพิ่มให้รถยนต์โดยสารจะได้หรือไม่ ?
ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (จอมพลป.ควบตำแหน่งนายกฯ กลาโหม และต่างประเทศในยุคสงคราม) ได้ลุกขึ้นตอบว่า ทำไม่ได้ เพราะที่คณะกรรมการปันให้รถส่วนตัวเดือนละ 10 ลิตรถือว่าน้อยอยู่แล้วเผื่อกรณีฉุกเฉินและการเดินเครื่องยนต์ไม่ให้รถเสีย หาย ส่วนการปันให้กับรถโดยสารเพิ่ม ตอบว่าถ้างดกลุ่มเอกชนมาปันให้รถโดยสารจะเพิ่มได้ไม่มาก ยังไม่คุ้มที่จะทำ
จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองจบลงพร้อมกับการพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น 2 ตัวแทนบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ค่ายยุโรป และอเมริกาคือเชลล์และเอสโซ่เดินทางมาพร้อมกับเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ
เหตุการณ์ตรงขุดนี้เอกสาร “ประวัตินโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเปิดเสรีด้านพลังงาน” ระบุว่าผู้บริหารของบริษัทน้ำมันดังกล่าวมีสถานะเป็น “เป็นเจ้าหน้าที่น้ำมันเชื้อเพลิงของสหประชาชาติ” ทำให้นึกถึงบริษัทน้ำมันเครือข่ายจอร์จ บุช-ดิก เชนีย์ เดินทางเข้าอิรักพร้อมกับกองทหารเพื่อทำมาหากินในนามของผู้รับชัยชนะ เช่นเดียวกันเลย...เชลล์และเอสโซ่ยื่นข้อเสนอถึงรัฐบาลไทยให้ปลดพันธนาการพร บ.น้ำมันเชื้อเพลิง 2481 ที่ควบคุมผู้นำเข้าเข้มงวด บังคับสำรองน้ำมันและบังคับกำหนดราคาขาย
ในที่สุดรัฐบาลไทยในยุคนั้นก็ต้องยอมตามคำขอของบริษัทน้ำมันตะวันตก ที่เข้ามาพร้อมกับผู้ชนะคือกองกำลังทหารสหประชาชาติในนามของการเรียกร้องการ ค้าเสรี
1 เมษายน 2489 รัฐบาลไทยได้ออกพระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายว่าด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง มีเนื้อหาแค่ 3 มาตรา ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
เอกสาร “ประวัติศาสตร์การพลังงานไทยเอกสารนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเปิด เสรีด้านพลังงานโครงการศึกษาวิจัยและจัดทำประวัติการพัฒนาพลังงาน :สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน” (ที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงบ่อยครั้ง) มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยในจุดนี้ เพราะระบุว่า การยกเลิกกฎหมายเกิดในสมัยนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีตามปรากฏที่เขียนว่า
“นาย เจ.เอ.อีแวน ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และนายอี.พี.เจ. ผู้จัดการบริษัทแสตนดาร์ดแวคคัมออยล์ จำกัด เป็นเจ้าหน้าที่น้ำมันเชื้อเพลิงของสหประชาชาติร่วมเดินทางมาด้วย และได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เพื่อเจรจาเรื่องการค้าน้ำมันเสรี จนมาถึงปี พ.ศ. 2489 สมัยที่นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี บริษัทน้ำมันต่างชาติได้ขอเข้ามาทำการค้าในประเทศและขอให้รัฐบาลยกเลิกพระ ราชบัญญัติ น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2481 โดยอ้างว่าไม่เป็นการค้าเสรีในที่สุดก็มีการตกลงยกเลิกพระราชบัญญัติดัง กล่าว”
เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาระบุว่าผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการคือ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งต่อจากนายควง อภัยวงศ์ ที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแค่ระยะสั้นๆ ประมาณ 3 เดือนเท่านั้น (จุดตรงนี้น่าที่สนพ.น่าจะปรับแก้ต่อไป)
โดยที่สุดแล้ว บริษัทน้ำมันตะวันตกอาศัยจังหวะที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นผู้ชนะสงครามกลับเข้า มาสู่ตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงและกดดันรัฐบาลไทยให้ยกเลิกกฎหมายควบคุมผู้นำเข้า ควบคุมราคาจำหน่าย (ส่ง ปลีก และพื้นที่เฉพาะ) ทำให้รัฐบาลต้องหันไปใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการค้ากำไรเกินควรมาควบคุม ราคาขายปลีกตามต่างจังหวัดแทน ซึ่งเนื้อแท้ก็คือการควบคุมคนไทยที่อยู่ปลายทางของสินค้าในฐานะผู้ค้า ปลีกรายย่อย ไม่สามารถเข้าไปควบคุมบริษัทฝรั่งผู้นำเข้า ผู้เก็บกักสำรองน้ำมันดังที่เคยทำมา
ประวัติศาสตร์น้ำมันเชื้อเพลิงในยุคต้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงยุค ที่ประเทศไทยเริ่มค้นพบหลุมก๊าซธรรมชาติสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประมาณพ.ศ. 2524 จึงเป็นช่วงเวลาของบริษัทน้ำมันต่างชาติมีบทบาทและอิทธิพลครอบงำตลาด ขณะที่รัฐบาลไทยแต่ละยุคก็พยายามจะดิ้นรนขยับขยายเพิ่มความมั่นคงด้าน พลังงานเชื้อเพลิงไปทีละขั้นทีละเล็กละน้อย ใช้เวลาร่วม 50 ปีกว่าที่กิจการสัญชาติไทยจะมีบทบาทและอิทธิพลครอบตลาดบนพื้นฐานของการค้นพบ แหล่งก๊าซและปิโตรเลียมจำนวนมากบนผืนแผ่นดินไทย
แต่น่าเสียดายที่กิจการรัฐวิสาหกิจสัญชาติไทยกลับกดขี่ขูดรีดเสียยิ่งกว่ายุคฝรั่งครอบงำ !
(มีต่อตอนต่อไป)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

