วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทิศทางพลังงานอาเซียน: ไทยขาดแหล่งทรัพยากร ระยะยาวต้องเร่งเชื่อมโยงพลังงานอาเซียน

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานชี้ ประเทศไทยมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงาน เหตุเพราะมีแหล่งทรัพยากรในประเทศน้อย และยังไม่สามารถหาข้อยุติเรื่องพลังงานนิวเคลียร์-ถ่านหินได้ ทางออกมีอย่างเดียวคือซื้อพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่ยังมีเหลือ แต่ก็มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจสูงในอนาคต

ประชาคมอาเซียนกับการเชื่อมโยงระบบพลังงาน

รายงานการสัมมนา “ประชาคมอาเซียนกับการเชื่อมโยงระบบพลังงาน” จัดโดยคณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2555 ณ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน ถนนพระราม 9
วงเสวนาและแสดงความคิดเห็น มีวิทยากรร่วมอภิปราย 4 ท่าน
  • นายไกรสีห์ กรรณสูตร อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ปัจจุบันเป็นผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา
  • นายสุเทพ ฉิมคล้าย ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
  • นายวิชัย พรกีรติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต่ำและก๊าซธรรมชาติ ปตท.
  • ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์นพพร ลีปรีชานนท์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

1) การเชื่อมโยงประชาคมอาเซียนด้านพลังงาน จากอดีตสู่อนาคต

โดย นายไกรสีห์ กรรณสูตร
อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ปัจจุบันเป็นผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา

การเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่างที่ผมไปดูงานในฝรั่งเศส ระบบพลังงานไฟฟ้าในฝรั่งเศสใหญ่มาก โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ 1000 เมกะวัตต์ (MW) หลุดไปจากระบบ ปรากฏว่าความถี่ตกไปนิดเดียว ระบบไฟโดยรวมไม่สะเทือนอะไร แต่ถ้าเป็นเมืองไทยเกิดสถานการณ์แบบนี้ รับรองว่าไฟดับแน่

ในสแกนดิเนเวีย ประเทศนอร์เวย์มีน้ำมาก ใช้ไฟฟ้าพลังน้ำคิดเป็น 90% ของพลังงานทั้งประเทศ ส่วนสวีเดนใช้พลังงานนิวเคลียร์มาก สองประเทศนี้เลยใช้วิธีแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างกัน เช่น ช่วงฤดูที่น้ำแข็งละลาย นอร์เวย์จะมีน้ำมาก สวีเดนจะผลิตไฟด้วยนิวเคีลยร์น้อย และซื้อไฟจากนอร์เวย์แทน ในทางกลับกัน ถ้าน้ำน้อย นอร์เวย์จะซื้อไฟจากสวีเดนกลับ ข้อดีของวิธีากรนี้คือต้นทุนพลังงานลดลงมาก ยิ่งยุโรปใกล้ชิดกันมากขึ้น การซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานก็ยิ่งง่ายขึ้น

แหล่งพลังงานในอาเซียน

หันมาดูในกลุ่มประเทศอาเซียนของเรา ถือเป็นโชคดีว่า ในย่านอาเซียนนี้มีแหล่งพลังงานอุดมสมบูรณ์อย่างมาก และที่สำคัญคือมีความหลากหลาย
ตัวอย่างเช่น ตอนเหนือของอาเซียนอย่างพม่า ลาว เวียดนามตอนเหนือ มีน้ำเยอะ มี hydro potential (มีศักยภาพในการใช้น้ำผลิตไฟฟ้า) อยู่มาก

ในพม่ามี hydro potential หลายหมื่นเมกะวัตต์ ถ้าใช้น้ำมาผลิตไฟฟ้าทั้งหมดหมดจริงๆ กำลังผลิตอาจถึงแสนเมกะวัตต์ด้วยซ้ำ ซึ่งจริงๆ ตอนนี้ยังไม่ได้ใช้เท่าไร น้ำในแม่น้ำสาละวินมีเยอะกว่าในแม่น้ำโขงมาก เพราะมีต้นทางมาจากหิมะในเทือกเขาหิมาลัย นอกจากนี้ยังมีการศึกษาว่าถ้าสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวิน อาจใช้เป็นโรงงานไฟฟ้าหลัก (base load) ได้เทียบเท่ากับโรงงานถ่านหินและก๊าซได้เลย
พม่าไม่ได้มีแต่น้ำ ยังมีก๊าซที่มากเหลือเกิน ทั้งจีนและอินเดียต่างก็รุมจีบเพราะอยากได้ก๊าซจากพม่า เราก็โชคดีที่ซื้อก๊าชจากพม่าได้ส่วนหนึ่ง

ลาวก็มี hydro potential มาก ผลิตไฟฟ้าได้ระดับหลายหมื่นเมกะวัตต์ ถ้าพูดถึงแม่น้ำโขงอย่างเดียว ก็สร้างได้หลายพันเมกะวัตต์แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงแม้น้ำอื่นในลาวเลย ส่วนเขื่อนแรกที่สร้างในลาวอย่างไชยบุรี ทุกคนคงรู้กันแล้ว

เวียดนาม ตอนเหนือมีน้ำมาก ตอนใต้มีก๊าซมาก อันนี้เป็นแหล่งพลังงานของเวียดนาม

กัมพูชา มีแหล่งก๊าซเยอะทีเดียวในแห่ลงทับซ้อนอย่างอ่าวไทยตรงพรมแดนไทย-กัมพูชา ปริมาณใกล้เคียงกับปริมาณก๊าซในอ่าวไทย

ไทยเองมีก๊าซมากในอ่าวไทย แล้วก็มีลิกไนต์ที่แม่เมาะ แต่อันนี้ไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย

มาเลเซีย มีก๊าซเยอะทีเดียว รัฐซาราวัก (Sarawak) มีน้ำมาก มีเขื่อนขนาดใหญ่ ที่เขื่อนบากูน (Bakun Dam) ก็พูดกันว่าผลิตไฟฟ้าได้หลายพันเมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังก็มีก๊าซมาก ส่วนรัฐซาบาห์ (Sabah) ก็มีทั้งน้ำ มีทั้งก๊าซ มีทั้งถ่านหิน ถือได้ว่ามาเลเซียมีแหล่งพลังงานมากและหลากหลาย แหล่งก๊าซของมาเลเซียนี่ติดอันดับ 14 ของโลก

บรูไน คงรู้กันดีว่ามีน้ำมัน แต่นอกจากนี้เขายังมีก๊าซ โดยส่งออกเป็น LNG ขายญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นหลัก แต่เขายังไม่ได้ส่งขายในประเทศอาเซียนผ่านทางท่อ มีแต่เป็น LNG เท่านั้น

อินโดนีเซีย มีก๊าซเยอะมากที่แหล่งนาทูนาตะวันออก (East Natuna) มีปริมาณสำรอง (reserve) มากกว่า 190 trillian คิวบิคฟุต เพียงพอต่อการใช้ได้เกิน 60 ปี ส่วนถ่านหินไม่ต้องพูดถึง ใช้ได้มากกกว่า 150 ปี เป็นแหล่งใหญ่ที่ส่งออกทำรายได้ให้ประเทศมาก อินโดยังเป็นประเทศในกลุ่ม OPEC ที่มีน้ำมันมาก

ฟิลิปปินส์ มีก๊าซมาก นอกจากนี้ยังมีภูเขาไฟเยอะ มีน้ำพุร้อนใช้ผลิตไฟฟ้าแบบความร้อนใต้โลก (geothermal) ได้ถึง 13% ของประเทศ ถือเป็นอันดับสองของโลกในเรื่อง geothermal

จะเห็นว่าย่านอาเซียนอุดมสมบูรณ์ในแหล่งพลังงานจริง ๆ ในภาพรวมคือตอนเหนือของไทยเป็นน้ำ ตอนใต้ของประเทศไทยเป็นก๊าซ
บางประเทศมีแหล่งพลังงานมากแต่มีความต้องการใช้พลังงาน (demand) ต่ำ โดยเฉพาะทางเหนือของอาเซียน ตรงนี้เลยเป็นความโชคดีของประเทศไทยที่ซื้อพลังงานเหล่านี้ได้

การเชื่อมโยงของพลังงานในอาเซียน อดีต

การเชื่อมโยงของพลังงานในอาเซียนเริ่มขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน โดยซื้อไฟจากเขื่อนน้ำงึม 1 เพราะลาวมีเขื่อนแต่ต้องการไฟฟ้าน้อย เค้ามีไฟเหลือเยอะมาก สมัยนั้นเราซื้อได้ค่อนข้างถูกทีเดียว ยูนิตนึงไม่ถึงบาท

ภาคใต้บ้านเรามีความเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่นน้อย และมีแหล่งผลิตไฟฟ้าน้อยกว่าภาคอื่น สมัยผมทำงานใหม่ๆ ไฟจะดับบ่อย แต่ภายหลังก็มีการเชื่อมโยงระบบพลังงานกับภูมิภาคอื่นในประเทศมากขึ้น
การส่งไฟฟ้าในทางไกลๆ จะมีปัญหาเสถียรภาพของสายส่ง ทำให้การส่งไฟระหว่างภาคกลางกับภาคใต้มีปัญหาเพราะระยะทางไกลมาก เราเลยมองมาที่มาเลเซีย ซึ่งระบบไฟฟ้าใหญ่ๆ ของเขาอยู่ทางเหนือพอดี อยู่ใกล้กับภาคใต้ของเรามากกว่าภาคกลางของเราด้วยซ้ำ ตอนหลังเราจึงซื้อไฟจากมาเลเซีย จึงมีความมั่นคงทางพลังงานสูงขึ้นมากทีเดียว

ตอนแรกมีปัญหาเรื่องระบบไฟที่ต่างกัน เพราะมาเลเซียใช้ระบบอังกฤษ 130 kV แต่ของเราใช้ระบบอเมริกา 115 kV ต้องผ่านหม้อแปลงซึ่งไม่ค่อยเสถียร แต่ภายหลังก็เปลี่ยนมาจ่ายไฟแบบ DC กระแสตรงระหว่างกัน เลยลดปัญหาไปได้มาก

สิงคโปร์เป็นประเทศเกาะเล็ก แต่ไม่มีทรัพยากรด้านหลังงาน เค้าใช้น้ำมันเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า แต่พอเป็นระบบเล็กก็มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพ เจอเรื่องไฟดับเป็นวงกว้าง (blackout) หลายครั้งในสมัยก่อน ตอนหลังเลยหันมาเชื่อมโยงระบบไฟกับมาเลเซีย เพื่อจะได้ช่วยเหลือกันได้เวลามีปัญหาทางพลังงาน
การเชื่อมโยงไฟฟ้าของอาเซียนเกิดขึ้นบนแผ่นดินคาบสมุทรก่อน เริ่มจากไทย-ลาว, ไทย-มาเลเซีย, มาเลเซีย-สิงคโปร์

การเชื่อมโยงระบบไฟของยุโรปทำได้ง่ายเพราะเป็นพื้นทวีปต่อกันหมด แต่อาเซียนเป็นเกาะเยอะ ต้องเชื่อมโยงผ่านเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งต้นทุนสูงและไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ ดังนั้นช่วงแรกๆ ของอาเซียนจะเป็นการเชื่อมโยงบนแผ่นดินก่อน

การเชื่อมโยงระหว่างไทยกับเขมรจะเป็นจุดๆ มากกว่าเป็นระบบ อย่างตอนนี้เราก็ขายไฟให้เสียมเรียบ



การเชื่อมโยงของพลังงานในอาเซียน อนาคต

การเชื่อมโยงพลังงานภายในอาเซียนจะช่วยลดปัญหาการซื้อเชื้อเพลิงจากกลุ่มประเทศนอกอาเซียน เพราะอาเซียนมีทรัพยากรพลังงานที่หลากหลายอยู่แล้ว
ในอนาคตมีแผนจะเชื่อมโยงพลังงานให้มากกว่านี้ โดยจ้างที่ปรึกษาด้านไฟฟ้าเข้ามา พบว่ามี 16 โครงการ
  • โครงการแรก มาเลเซีย-สิงคโปร์ พบว่าสายเดิมชักเล็กเกินไป จะเพิ่มขนาดสายในปี 2018
  • โครงการที่สอง ไทยกับมาเลเซีย ปัจจุบันเชื่อมโยงกันด้วยสายไฟ DC 300 MW จะเพิ่มระดับในเฟสที่สองในปี 2016
  • โครงการที่สาม มาเลเซียบนคาบสมุทรจะเชื่อมโยงกับซาราวัก ถือเป็นการเชื่อมภายในประเทศของเขาเอง
  • โครงการที่สี่ มาเลเซียจะเชื่อมโยงกับอินโดนีเซีย เพราะสุมาตรามีแหล่งพลังงานมาก ขนาดประมาณ 600 MW ในปี 2017
  • โครงการที่ห้า อินโดนีเซียจะมีเกาะเล็กๆ เรียกเกาะบาทัม (Batam Island) อยู่ใกล้กับสิงคโปร์ จะเชื่อมกันประมาณปี 2015-2017
  • โครงการที่หก มาเลเซียจะเชื่อมกับอินโดนีเซียอีกจุด ระหว่างซาราวักกับเวสต์กลิมันตัน (West Kalimantan)
  • โครงการที่เจ็ด ฟิลิปปินส์กับมาเลเซียจะเชื่อมกันที่ซาบาห์ ซึ่งอยู่ใกล้กัน ฟิลิปปินส์จะใช้พลังงานจากซาบาห์ เพราะตัวเองมีแหล่งพลังงานไม่เยอะนัก
  • โครงการที่แปด ซาราวักจะเชื่อมกับบรูไน ที่ไม่เคยเชื่อมกับใครมาก่อน อันนี้ปี 2016
  • โครงการที่เก้า ไทยกับลาว จะเชื่อมกันอีกหลายจุด ที่ใหญ่ๆ คือ ลิกไนต์ที่หงสา (Hongsa) ปี 2015 จะตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าลิกไนต์ที่ลาวแล้วส่งมาไทย ส่วนไชยบุรีจะโอนไฟมามากขึ้นปี 2019
  • โครงการที่สิบ ลาวกับเวียดนามจะเชื่อมโยงกัน
  • โครงการที่สิบเอ็ด ไทยกับพม่าอยู่ใกล้กัน แต่การเชื่อมโยงยังน้อยมาก จะเริ่มประมาณปี 2016 เป็นต้นไป โดยเราไปช่วยพัฒนาเขื่อนที่พม่า อยู่แถวๆ แม่สอด แล้วขายไฟกลับเข้ามาในไทย และมีลิกไนต์ขนาดไม่ใหญ่ที่พม่า และเชื่อมกลับมา
  • โครงการที่สิบสอง ปี 2017 เวียดนามกับเขมร มากกว่า 200 MW
  • โครงการที่สิบสาม เชื่อมระหว่างลาวกับเขมร
  • โครงการที่สิบสี่ ไทยกับเขมร ปราจีนไปพระตะบอง (Battambang)
  • โครงการที่สิบห้า เพิ่งเสนอมาใหม่ ซาบาห์กับอีสต์กลิมันตัน
  • โครงการที่สิบหก โครงการสุดท้าย สิงคโปร์กับสุมาตรา
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแน่นอน การเชื่อมโยงของระบบไฟฟ้าในอาเซียน ทุกคนเห็นประโยชน์ว่าเชื่อมโยงกันแล้วจะลดการซื้อพลังงานจากภายนอก และลดการลงทุนได้

16 โครงการนี้มีการศึกษาแล้วพบว่ามีความคุ้มทุนมากในเชิงเศรษฐศาสตร์ ประหยัดเงินได้ 1,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะลดปริมาณไฟสำรองที่แต่ละประเทศต้องมีลงได้

การเชื่อมโยงของอาเซียนเกิดขึ้นได้แต่จะไปช้าๆ ไม่เร็วเหมือนยุโรป เพราะระบบภายในของอาเซียนบางประเทศ อย่าง ลาว เขมร พม่า ยังมีระบบภายในไม่แข็งแรง ในประเทศเองก็ยังไม่เชื่อมต่อกันดีนัก ต้องรอให้ประเทศเหล่านี้ค่อยๆ พัฒนา ถ้าเราไปเชื่อมกับระบบที่ไม่แข็งแรงก็อาจดึงเราไฟดับได้
แต่สุดท้ายแล้ว ตามแผนคือปี 2020 ทุกประเทศในอาเซียนจะต้องเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากัน


2) การเชื่อมโยงโครงข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าอาเซียน

โดย นายสุเทพ ฉิมคล้าย
ผู้ช่วยผู้ว่าการฝ่ายแผนงาน
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
หลายอย่างที่ผมจะพูด คุณไกรสีห์พูดไปแล้ว ดังนั้นบางอย่างจะไม่ขอพูดซ้ำ

ความร่วมมือทางพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบัน

อาเซียนมีทรัพยากรสำหรับผลิตไฟฟ้ามาก ประเทศไทยเองกลับไม่ค่อยมีทรัพยากร แต่มีความต้องการไฟฟ้าเยอะ ในขณะที่พม่า-ลาวมีทรัพยากรเยอะแต่ความต้องการน้อย ดังนั้นถ้าจับมือกัน 3 ประเทศก็สามารถพัฒนาระบบพลังงานได้คุ้มค่า เพราะการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ต่อให้มีทรัพยากร แต่ถ้าไม่มีความต้องการก็ทำไม่ได้ในเชิงพาณิชย์



พอมีความคิดจะเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าในภูมิภาคแล้ว ก็มี MOU ระหว่างประเทศตกลงซื้อขายไฟฟ้ากัน ของไทยมี 7,000 เมกะวัตต์ แต่ในอนาคตน่าจะพัฒนาได้มากกว่านี้อีกมาก

ของไทยกับพม่าคือ 1500 เมกะวัตต์ อันนี้ตกลงไว้นานแล้วตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งอีกไม่นานนี้คงต้องปรับปรุงไปอีก เพราะพม่ามีศักยภาพระดับ 20,000-30,000 MW แล้วตอนนี้

ไทย-จีนมีข้อตกลงมานานแล้ว แต่โอกาสในตอนนี้คงน้อยเพราะจีนพัฒนาประเทศไปเยอะ และพลังงานในประเทศไม่พอใช้


ไทย-ลาว
  • เข้ามาในระบบแล้ว 1891 MW
  • ลงนาม PPA (Power Purchase Agreement) ตกลงแล้วกำลังก่อสร้าง 2913 MW
    • โครงการ หงสา เป็นโครงการเดียวที่เป็นลิกไนต์ เพราะอย่างอื่นเป็นน้ำหมด โครงการลิกไนต์จะมั่นคงกว่า เพราะบางปีน้ำน้อยอาจผลิตน้ำได้น้อยลง ถือเป็นการกระจายแหล่งเชื้อเพลิง
    • เขื่อนไชยบุรีก็ลงนามไปแล้ว กำลังผลิต 1220 MW
  • ลงนาม MOU แล้ว แต่ยังไม่ได้เซ็น PPA 1077 MW
    • น้ำงึม 3
    • เซเปียน
    • น้ำเงี๊ยบ
รวมๆ แล้วตอนนี้เกือบเต็มข้อตกลง 7000 MW แล้ว อนาคตต้องขยายตัวเลขเพดานนี้ออกไปอีก



ระบบไฟฟ้าของไทย ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีระบบไฟเชื่อมกันหมด จ่ายไฟได้ทั้งประเทศ (เฉพาะระบบส่ง ไม่รวมจำหน่าย) ระบบสูงสุด 500 kV รองลงมา 230 kV

กฟผ. ยังมีศูนย์ควบคุม 5 แห่งทั่วประเทศ 4 ภาค + 1 ส่วนกลาง ตอนนี้ระบบของเราพร้อม รอประเทศเพื่อนบ้านให้พร้อมตาม ก็สามารถเชื่อมโยงกันได้ทันที

ปี 2015 ถึงจะมี AEC ก็คงมีแค่ MOU แต่ยังไม่มีระบบไฟฟ้าจริงๆ เพราะต้องรอเพื่อนบ้านให้พร้อมด้วย อันนี้ต้องใช้เงินอีกเยอะ



ไทยมีแหล่งพลังงานในประเทศน้อย ลิกไนต์แม่เมาะใกล้หมดแล้ว ในอนาคตต้องพึ่งพลังงานภายนอกเกือบ 100% ก็มีความลำบากในการหาแหล่งพลังงาน ถ่านหินก็ลำบาก นิวเคลียร์ก็ลำบาก คงต้องซื้ออย่างเดียวจากลาวและพม่า

แนวคิดด้านความร่วมมือพลังงานของอาเซียน



มีอยู่สองแนวทางหลักๆ

RPTCC (Regional Power Trade Coordination Committee)

เป็นความร่วมมือในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (GMS) ตอนนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่เป็นรูปธรรม โครงสร้างการดำเนินงานอยู่ภายใต้ รมว. พลังงานของ GMS

อนาคตมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นศูนย์ RPCC (Regional Power Community Committee) เป็นศูนย์ควบคุมการส่งไฟฟ้าของลุ่มน้ำโขง เช่น ไทยจะซื้อไฟจากเวียดนาม จะต้องผ่านศูนย์นี้ อันนี้เป็นแนวคิดที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไร ตอนนี้ยังหาสถานที่ตั้งศูนย์ไม่ได้ ถึงแม้ทุกประเทศจะสนใจให้ศูนย์ไปอยู่ในประเทศของตัวเอง แต่ประเทศที่มีเงินก็มีโอกาสสูงกว่า ผมว่าน่าจะเป็นประเทศจีนได้ไป

ไทยเราก็อยากมีแต่เรื่องเงินคงแพ้ แต่ไม่ว่าศูนย์ไฟฟ้าจะอยู่ที่ไหน ประเทศไทยคงได้ประโยชน์เพราะที่ตั้งเราอยู่ตรงกลาง

HAPUA (Head of ASEAN Power Utilities Authority)

เป็นความร่วมมือระดับอาเซียน การดำเนินงานขึ้นกับ AMEM (รัฐมนตรีพลังงานอาเซียน) มีการจัดประชุมทุกปี



โครงสร้างเดิมของ HAPUA มีมานานพอสมควร มีการประชุมทุกปีแต่ผลงานไม่ค่อยคืบหน้า และการมีคณะทำงานมากถึง 8 คณะต้องใช้คนเยอะ มีการประชุมของทุกคณะทำงานเยอะมาก มากเกินไป จึงมีแนวคิดว่าจะลดโครงสร้างของ HAPUA ให้เล็กลง ลดคณะทำงานเหลือ 5 คณะแต่ทำงานได้เท่าเดิม ให้แต่ละประเทศเป็นประธาน-รองประธานในแต่ละกลุ่ม แล้วผลัดเปลี่ยนกันไป ประเทศไทยจะได้เป็นประธานกลุ่มที่ 2 โดยมีเวียดนามเป็นรองประธาน



แนวคิดของ RPTCC และ HAPUA คล้ายๆ กันคือการซื้อขายไฟในประเทศสมาชิก กรณีของ HAPUA ทำแผนเสร็จแล้ว 16 โครงการตามที่คุณไกรสีห์พูดไปแล้ว

ปัญหาของการเดินตามแนวทางนี้คือ ระบบสายส่งของประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้คนอื่นมาใช้ได้นอกจาก กฟผ. เพียงรายเดียว (single buyer ผู้ขายไฟรายอื่นต้องขายให้ กฟผ. ก่อน) ถ้าจะเชื่อมโยงระบบต้องเปลี่ยนระบบส่งแบบนี้ให้ได้ก่อน

ความต้องการไฟฟ้าตามแผน PDP ของประเทศไทย



ตามแผน PDP 2010 ฉบับปัจจุบัน ถ้าไม่ทำอะไรเพิ่มกับมันเลยเลย มีกำลังผลิตเท่าใดก็ใช้ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปกำลังผลิตจะลดลง เพราะโรงไฟฟ้าเก่าจะถูกปลดจากระบบ จากปัจจุบันประมาณ 30,000 MW จะเหลือประมาณ 10,000 กว่าในประมาณปี 2573 ดังนั้นเราต้องหาแหล่งผลิตใหม่ๆ เข้ามา



ในปี 2573 ตามที่คาดกันไว้ ประเทศไทยจะมีความต้องการไฟฟ้าสูง 53,000 MW และตามระเบียบแล้ว จะต้องมีกำลังผลิตสำรองเผื่อไว้อีก 15%

ตามแผนถึงปี 2562 มีแผนแน่นอน สบายใจได้ว่ามีไฟพอใช้ แต่หลังจากนั้นยังไม่มีความแน่นอน เพราะความซับซ้อนของระบบไฟมีมาก ยังไม่รู้ว่าจะเอานิวเคลียร์ดีไหม เอาถ่านหินดีไหม ซื้อไฟจากต่างประเทศได้ไหม ดูจะถูกคัดค้านทุกเรื่อง เลยวางแผนไม่ได้ อะไรจะเกิดก็คงต้องเกิด (หัวเราะ)



เราพยายามจะหาแหล่งผลิตที่มีต้นทุนต่ำสุด เพื่อให้ค่าไฟฟ้าถูกที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ การซื้อไฟจะคิดเป็น 15% ของพลังงานในประเทศ ที่เหลือก็ต้องหาวิธีผลิตด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งที่ กฟผ. ทำเองหรือซื้อไฟจากเอกชน

ASEAN Power Grid คงเริ่มเซ็นสัญญาในปี 2015 แต่ในการทำงานจริงๆ คงต้องหลังจากนั้น
ระบบส่งเป็นหัวใจของการซื้อขายไฟ ถ้าไม่มีระบบส่งก็ซื้อขายไฟไม่ได้ ซึ่งประเทศไทยก็ทำระบบไปเยอะแล้ว เช่น ซื้อจากหงสาก็เข้ามาที่แม่เมาะ ถ้าจากลาวตอนกลาง (เช่น น้ำงึม) จะเข้ามาที่อุดร ส่วนทางใต้อาจเข้ามาที่ปากเซ จะเข้ามาที่สถานีอุบลราชธานี 3 ส่วนใหญ่ ครม. อนุมัติให้ก่อสร้างแล้ว

3) การเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน

วิชัย พรกีรติวัฒน์
ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต่ำและก๊าซธรรมชาติ
ปตท.



แผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน

การเชื่อมโยงของอาเซียน (ASEAN Connectivity) แบ่งออกเป็น 3 มิติใหญ่ๆ
  • ด้านโครงสร้างพื้นฐาน
  • ด้านกฎระเบียบ
  • ด้านประชาชน



อาเซียนแบ่งกลยุทธ์การเชื่อมโยงระหว่างกันออกเป็น 7 กลยุทธ์ โดยพลังงานเป็นกลยุทธ์ที่ 7 เน้น การเชื่อมโยงพลังงานไฟฟ้า (ASEAN Power Grid) ที่ กฟผ. ดูแล และ ด้านท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (Trans-ASEAN Gas Pipeline) ที่ ปตท. ดูแล

โครงการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน (Trans-ASEAN Gas Pipeline) เริ่มพูดคุยมาตั้งแต่ปี 2540 ลงนามในปี 2545 (2002) แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก



ในปี 2554 มีการพูดคุยกันอีกรอบว่าน่าจะเซ็น MOU ใหม่เพราะของเดิมเริ่มล้าสมัย ร่าง MOU ใหม่มีเป้าหมายเหมือนเดิม แต่วิธีการเปลี่ยนไป เพราะเทคโนโลยีเดิมมองการส่งทางท่อเป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีเรื่อง LNG มาแทน ซึ่งก็เข้าทาง ปตท. เพราะมีระบบ LNG อยู่แล้ว เป็นระบบทดแทนกรณีการส่งผ่านท่อมีปัญหาได้ด้วย

กลยุทธ์เดิมของแผน Trans-ASEAN Gas Pipeline มองเรื่องพหุภาคี (multilateral) เป็นหลัก แต่ MOU ใหม่จะใช้ทวิภาคี (bilateral) แทน เพื่อแก้ปัญหาการเจรจาให้รวดเร็วขึ้น



ตาม MOU ใหม่มีองค์กรดูแล 3 เรื่อง คือ Petronas, Pertamina, PTT ดูเรื่องเทคนิค LNG



จากกราฟ สีเขียวคือความสามารถในการผลิตก๊าซ ส่วนสีชมพูคืออัตราการบริโภคก๊าซ
อัตราการบริโภคก๊าซ ของไทยมี demand มากกว่า supply (net import)

ส่วนมาเลเซีย บรูไน อินโด มี supply มากกว่า demand (net export) ราคาก๊าซไทยจึงขึ้นกับราคาก๊าซภายนอกด้วย



อีก 20 ปีข้างหน้า ความต้องการก๊าซจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า ส่วนก๊าซในอ่าวไทยจะหมดหรือไม่ ขึ้นกับราคาก๊าซในประเทศว่าจะถูก-แพงแค่ไหนด้วย

ในปี 2573 จะมีความต้องการก๊าซประมาณ 35000 คิวบิกฟุตต่อวัน ซึ่งเกินกว่าก๊าซทางท่อจะรองรับได้ ตรงนี้ LNG จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้



แผนที่ท่อส่งก๊าซในอาเซียน (สีแดง=มีอยู่แล้ว, สีเขียว=กำลังจะทำ, สีน้ำเงิน = แนวคิด)



ขอนอกเรื่องนิดนึง สื่อมวลชนลงเยอะว่าราคาก๊าซธรรมชาติในไทยแพงกว่าในสหรัฐมาก ถ้าดูจากแผนผังที่ผมนำมา ราคาก๊าซธรรมชาติอเมริกาในตลาด Henry Hub ตกลงเยอะ เหตุเพราะเจอแหล่งใหม่ในชั้นหินเชลล์ (shell gas) ทำให้ supply มากกว่า demand

แต่นั่นไม่ใช่ราคา LNG เป็นราคาก๊าซดิบ ทำให้ราคา HenryHub ดูถูกกว่าตลาดอื่นๆ แต่ถ้าผลิตเป็น LNG แล้วนำมาขายในไทย ค่าใช้จ่ายจะพอๆ กัน และถ้าดูราคาก๊าซในตลาดอื่นจะเห็นว่าไม่ต่างกันเท่าไร



ความท้าทายของการเชื่อมโยงก๊าซในอาเซียนมีหลายประการ ที่น่าสนใจคือคุณสมบัติของก๊าซในแต่ละแหล่งที่แตกต่างกันไป เช่น ก๊าซพม่ามีไนโตรเจนเยอะ ก๊าซในอ่าวไทยมีคาร์บอนไดออกไซด์เยอะ เอามาปนกันก็มีปัญหา

4) ประเทศไทยกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้านพลังงาน

ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทิศทางพลังงานของอาเซียน

ตอนนี้ประเทศไทยนำเข้าพลังงานคิดเป็น 60% ของพลังงานที่ใช้ทั้งประเทศ ในปี 2020 ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 80% และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ
ในอาเซียน พลังงาน oil & gas เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
  • อาเซียนเป็น net importer นำเข้า oil
  • อาเซียนเป็น net exporter ส่งออก gas
ความต้องการพลังงานของประเทศอาเซียนจะมากขึ้นเรื่อยๆ และในอีก 20 ปีข้างหน้า อาเซียนจะต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงมากขึ้น ทีนี้ปัญหาขึ้นกับราคาที่เหมาะสมว่าควรเป็นเท่าไร เพราะถ้าเรายินดีสู้ทุกระดับราคา ยังไงก็หาแหล่งพลังงานได้ แต่เรามีกำลังจำกัดที่ราคาระดับหนึ่ง ก็จะมีข้อจำกัดในการหาแหล่งพลังงานมากขึ้น

ในอดีตมีการวางยุทธศาสตร์ gas pipeline เอาไว้ ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาเป็น LNG แทน ทำให้ gas pipeline มีความสำคัญลดลง


Renewable Energy

ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่อยู่ในเขตศูนย์สูตร สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ และมีศักยภาพเรื่องพืชพรรณที่สังเคราะห์แสงมาก ทำให้ศักยภาพของ biofuel เยอะมากอีกต่อหนึ่ง แต่ก็มีปัญหาว่าคลื่นลมน้อย ซึ่งสถานการณ์กลับกันกับประเทศซีกโลกเหนือ-ใต้ ที่คลื่นลมเยอะ แต่แดดน้อย
อาเซียนมีศักยภาพเรื่อง renewable energy มาก แต่ปัจจุบันยังใช้น้อยเพราะต้นทุนมันสูง แต่ธุรกิจก็น่าจะเติบโตในอนาคตได้
ในอนาคต อาเซียนจะถูกครองโดย biofuel เป็นหลัก ก๊าซจะยังเป็นหลักอยู่ แต่สัดส่วนการใช้ก๊าซจะลดลงเพราะร่อยหรอลงเรื่อยๆ

ถ่านหิน: ทางเลือกที่เลี่ยงไม่ได้

เรายังมีพลังงานสำรองอีกอันที่คนไม่ค่อยพูดถึงเพราะภาพลักษณ์ไม่ดีคือถ่านหิน ซึ่งคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะยาว (แม้พม่าเพิ่งจะล้มโครงการไป) ถ่านหินอาเซียนมีในเวียดนามและอินโดนีเซีย

แม้ว่าตอนนี้ เราจะต้องการใช้แต่พลังงานสะอาด คือก๊าซธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่มันจะร่อยหรอลงเรื่อยๆ ราคาย่อมเพิ่มขึ้น ต้องดูว่าในความเป็นจริงแล้ว อาเซียนจะยอมรับเรื่องพลังงานสะอาดแต่แพงแบบนี้ได้ไหม อาเซียนพร้อมสู้ทางเศรษฐกิจได้ไหม ผมเชื่อว่าไม่ได้ ดังนั้นเราต้องใช้พลังงานอย่างอื่น เช่น ถ่านหิน เข้ามาเพิ่มด้วย

ปัจจุบันอินโดนีเซีย ส่งออกถ่านหินเยอะอยู่ ส่งออกมาไทยด้วย แต่อนาคต อินโดนีเซียเองจะหันมาใช้ผลิตไฟฟ้าในประเทศด้วยถ่านหินมากขึ้น ส่งออกน้อยลง เงื่อนไขตรงนี้จะมาบีบประเทศไทยให้ต้องปรับตัว ต้องวางแผนว่าจะทำอย่างไร

อาเซียนในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา มีอัตรา energy intensity (ประสิทธิผลของการใช้พลังงานต่อสภาพเศรษฐกิจในประเทศ) ดีขึ้นเล็กน้อย อันนี้แปลว่าเรายังพัฒนากันไม่ดีเลย แต่มองในแง่ดีก็คือ ยังมีโอกาสปรับปรุงอีกมาก

ประเด็นก๊าซเรือนกระจกยังจะเป็นปัญหา เพราะคนเยอะขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ก๊าซเรือนกระจกจะเยอะขึ้น
อีก 20 ปีข้างหน้า ความต้องการพลังงานอาเซียนจะเพิ่ม 70% โดยถ่านหินจะเพิ่มสูงสุด เราต้องเตรียมตัว แม้ว่าตอนนี้คนที่ยุ่งกับถ่านหินจะสกปรกในตอนนี้

ตอนนี้เราพึ่งพาก๊าซ 70% และตามแผน PDP พยายามจะกระจาย (diversify) แหล่งพลังงาน ซึ่งในความเป็นจริงทำได้ยาก เพราะการคัดค้านจากสังคม และเสถียรภาพด้านการเมือง ความไม่แน่นอนสูง

พลังงานไฟฟ้า

สัดส่วนของไฟฟ้ากับเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ จะเพิ่มสูงขึ้นมาก เพราะการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมเมือง ประชาชนต้องการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น ต้องการไฟฟ้า

ถ้ามองในระยะไกล ASEAN Power Grid มีความสำคัญแน่นอน แต่ต้องมองเรื่องเศรษฐกิจให้ชัดด้วย จากนั้นค่อยมาดูเรื่องการแก้กฎหมาย เช่น open access หรือการเปิดให้ผู้ค้าไฟรายอื่นมาใช้สายส่ง ถ้าประสานผลประโยชน์ลงตัว โครงการเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้

ทิศทางพลังงานอาเซียน

สถานะของประเทศไทยเป็น net importer ซึ่งจะ import มากขึ้นเรื่อยๆ แต่อยู่ใน ASEAN ที่เป็น net expoter ที่มีทรัพยากรมากพอสมควร (แต่ไม่ถึงกับคำว่ามหาศาล) เราสามารถร่วมกับอาเซียนเพื่อให้เราได้ประโยชน์ แต่ต้องหาวิธีที่ทุกประเทศได้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ไทยได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว
ประเด็นอื่นๆ นอกจาก power grid และ gas pipleline ก็ควรดูเรื่อง efficiency, ASEAN on Coal ซึ่งมีแนวทางความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ยังขาดความสนใจจากฝั่งรัฐบาลอย่างจริงจังเท่านั้น
efficiency หรือการทำให้ภาค demand มีการใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันนี้ต้องนำเทคโนโลยีมาช่วย

ทุกวันนี้ไทยยังลงทุนในโครงการพลังงานเดิมๆ แต่ไม่ค่อยรู้โครงการของเพื่อนบ้านเท่าไรนัก ต้องหาข้อมูลให้มากกว่านี้

Source : http://www.siamintelligence.com/asean-energy-cooperation/

ข้อเท็จจริง เขื่อนไซยะบุรี : ใครคือเจ้าของลำน้ำโขง ?

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เป็นข่าวครึกโครมไม่นานมานี้เมื่อมีกลุ่มผู้ประท้วงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ที่รวมตัวหน้าอาคาร ช.การช่าง เพื่อยื่นหนังสือให้หยุดยั้งโครงการดังกล่าว เขื่อนไซยะบุรี ฟังดูอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นเขื่อนในประเทศไทย หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา ?
เพราะประเทศไทยเองก็ยังคงมีเรื่องเขื่อนค้างคา ไม่ว่าจะเป็นแก่งเสือเต้น หรือเขื่อนแม่วงก์ อยู่แล้ว แล้วเราจะไป ‘ชักศึกเข้าบ้าน’ หาเรื่องเดือดร้อนเพิ่มทำไม ซึ่งผู้เขียนจะขอเป็นผู้ชี้แจงถึงข้อเท็จจริง ‘เบื้องหลัง’ โครงการขนาดใหญ่อย่างเขื่อนไซยะบุรีในบทความนี้

เขื่อนไซยะบุรี..ใคร ? ได้ประโยชน์

โครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขง จาก stimson.org

เขื่อนไซยะบุรีเป็นเขื่อนที่มีความจุ 225 ล้านลบ.ม. โดยจะก่อสร้างในแขวงไซยะบุรี ประเทศลาว และอำเภอที่โดนผลกระทบเป็นอำเภอแรกของประเทศไทยคือ อ.เชียงคาน จ.เลย ซึ่งเขื่อนไซยะบุรีถือเป็นเขื่อนแรกในโครงการสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้าเหนือแม่น้ำโขงจำนวน 12 เขื่อน
แต่เนื่องจากผลกระทบทางระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมนั้นยังไม่ชัดเจน จึงทำให้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเทศสมาชิก คือ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม มีมติเลื่อนการสร้างเขื่อนไซยะบุรีออกไปก่อน โดยให้บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาศึกษาผลกระทบให้ชัดเจน โดยมีกรอบระยะเวลา 10 ปี

เรื่องราวน่าจะจบด้วยดีเพียงเท่านี้ ซึ่งตามข้อตกลง โครงการควรถูกเลื่อนออกไปเพื่อศึกษาผลกระทบ แต่ไม่นานมานี้ บริษัท ช.การช่าง (ลาว) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) กลับไปเซ็นต์สัญญา มูลค่าสัญญาประมาณ 51,824.64 ล้านบาทกับบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ (ลาว) เมื่อวันที่ 17 เม.ย.55 ที่ผ่านมา และเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนโดยไม่ใส่ใจมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC)

โดยผู้ให้สินเชื่อการก่อสร้างดังกล่าวก็คือธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ซึ่งกิจการเหล่านี้ต่างซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น กระแสไฟฟ้าจำนวน 1,260 MW ที่ผลิตได้จากเขื่อนไซยะบุรี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยก็ได้ทำการเซ็นต์สัญญาซื้อพลังงานราว 95% ที่ผลิตได้จากเขื่อนดังกล่าวไปเรียยบร้อยแล้ว



ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจเลยที่เครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง จะออกมาประท้วงและแสดงความไม่พอใจ เนื่องจากประเทศไทยเองก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียระดับยักษ์กับเขื่อนไซยะบุรี และแน่นอนว่า ผู้มีส่วนได้เสียเหล่านั้นไม่ได้หมายถึงภาคประชาชน แต่เป็นภาคธุรกิจแทบทั้งหมด
ในขณะที่ทางประเทศลาว ก็ออกมากล่าวว่า คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงหรือ MRC นั้นมีหน้าที่เพียง ‘ให้ข้อมูล’ ในการสร้างเขื่อน แต่การตัดสินใจทั้งหมดนั้น อยู่ที่ประเทศลาวเอง ทั้งๆที่ได้มีการตกลงร่วมกันในความตกลงว่าด้วยการร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงแบบยั่งยืน
ความตกลงดังกล่าวกำหนดให้มีระเบียบปฏิบัติเรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement: PNPCA) โดยประเทศสมาชิกจะต้องแจ้งต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ในกรณีที่ประเทศสมาชิกมีโครงการพัฒนาสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ใดๆ บนแม่น้ำโขงสายหลักหรือแม่น้ำสาขา
การกระทำดังกล่าวทั้งจากประเทศลาว และนักธุรกิจในไทย ย่อมสร้างคำถามให้กับหลายคนว่า ‘ใครคือเจ้าของลำน้ำโขง’

ผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรี ที่ไม่ได้จบแค่ประเทศเดียว

แน่นอนว่าเขื่อนไซยะบุรี ย่อมส่งผลกระทบทั้งในเชิงระบบนิเวศและวัฒนธรรม และหากสังเกตจากที่ตั้งของเขื่อนจะพบว่า ผลกระทบจะกินลำน้ำโขงยาวเรื่อยไปถึงประเทศกัมพูชา ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่ทางคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงมีมติให้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ผู้เขียนได้สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดจากเขื่อนไซยะบุรี และสรุปได้คร่าวๆดังนี้
  • การปิดกั้นลำน้ำของเขื่อนไซยะบุรี อาจทำให้พันธุ์ปลาจำนวน 43 สายพันธุ์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และยังเป็นเครื่องกีดขวางการอพยพตามธรรมชาติของปลาอีกอย่างน้อย 23 สายพันธุ์
  • รายงานคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติกัมพูชา และ World Fish Center ปี 2550 เปิดเผยว่ามีปลาเพียง 9 สายพันธุ์ในแม่น้ำโขงที่สามารถขยายพันธุ์ได้ในอ่างเก็บน้ำ และมีข้อบ่งชี้ว่าการทำประมงในอ่างเก็บน้ำไม่สามารถทดแทนการทำประมงตามธรรมชาติได้
  • เขื่อนไซยะบุรีมีความสูงถึง 48 เมตร แต่มีผู้เสนอให้ใช้แนวทางลดผลกระทบเรียกว่า ‘ทางปลาผ่าน’ ซึ่งหมายความว่าปลาจะต้องว่ายน้ำอพยพผ่านทางสันเขื่อนซึ่งมีความสูงเท่าตึก 15 ชั้น
  • เขื่อนจะทำให้น้ำท่วมเหนือสันเขื่อน 90 กิโลเมตร ส่งผลให้ประชาชนราว 2,000 คนต้องอพยพ และอีกว่า 200,000 คนที่จะได้รับผลกระทบต่อการดำเนินวิถีชีวิต
  • เขื่อนจะปล่อยกระแสน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในอัตรา 5,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ในขณะที่อัตราการไหลเฉลี่ยของแม่น้ำโขงในหน้าแล้งคือ 1,200 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำของลำน้ำโขงตอนล่างของเขื่อนเปลี่ยนแปลงราว 3 – 5 เมตรใน 1 วัน
  • ประชาชนหลายสิบล้านคนที่ใช้ชีวิตโดยพึ่งพิงลำน้ำโขงอาจต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต และอาจทำให้ผลผลิตทางประมงจากลำน้ำโขงตอนล่างลดลงกว่า 10,000 ตันต่อปี

Source : http://www.siamintelligence.com/who-is-the-owner-of-saiyaburi-dam/

ทิศทางพลังงานอาเซียน: ไทยขาดแหล่งทรัพยากร ระยะยาวต้องเร่งเชื่อมโยงพลังงานอาเซียน

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เป็นข่าวครึกโครมไม่นานมานี้เมื่อมีกลุ่มผู้ประท้วงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ที่รวมตัวหน้าอาคาร ช.การช่าง เพื่อยื่นหนังสือให้หยุดยั้งโครงการดังกล่าว เขื่อนไซยะบุรี ฟังดูอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นเขื่อนในประเทศไทย หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา ?
เพราะประเทศไทยเองก็ยังคงมีเรื่องเขื่อนค้างคา ไม่ว่าจะเป็นแก่งเสือเต้น หรือเขื่อนแม่วงก์ อยู่แล้ว แล้วเราจะไป ‘ชักศึกเข้าบ้าน’ หาเรื่องเดือดร้อนเพิ่มทำไม ซึ่งผู้เขียนจะขอเป็นผู้ชี้แจงถึงข้อเท็จจริง ‘เบื้องหลัง’ โครงการขนาดใหญ่อย่างเขื่อนไซยะบุรีในบทความนี้

เขื่อนไซยะบุรี..ใคร ? ได้ประโยชน์

โครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขง จาก stimson.org


เขื่อนไซยะบุรีเป็นเขื่อนที่มีความจุ 225 ล้านลบ.ม. โดยจะก่อสร้างในแขวงไซยะบุรี ประเทศลาว และอำเภอที่โดนผลกระทบเป็นอำเภอแรกของประเทศไทยคือ อ.เชียงคาน จ.เลย ซึ่งเขื่อนไซยะบุรีถือเป็นเขื่อนแรกในโครงการสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้าเหนือแม่น้ำโขงจำนวน 12 เขื่อน
แต่เนื่องจากผลกระทบทางระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมนั้นยังไม่ชัดเจน จึงทำให้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเทศสมาชิก คือ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม มีมติเลื่อนการสร้างเขื่อนไซยะบุรีออกไปก่อน โดยให้บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาศึกษาผลกระทบให้ชัดเจน โดยมีกรอบระยะเวลา 10 ปี

เรื่องราวน่าจะจบด้วยดีเพียงเท่านี้ ซึ่งตามข้อตกลง โครงการควรถูกเลื่อนออกไปเพื่อศึกษาผลกระทบ แต่ไม่นานมานี้ บริษัท ช.การช่าง (ลาว) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) กลับไปเซ็นต์สัญญา มูลค่าสัญญาประมาณ 51,824.64 ล้านบาทกับบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ (ลาว) เมื่อวันที่ 17 เม.ย.55 ที่ผ่านมา และเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนโดยไม่ใส่ใจมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC)

โดยผู้ให้สินเชื่อการก่อสร้างดังกล่าวก็คือธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ซึ่งกิจการเหล่านี้ต่างซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น กระแสไฟฟ้าจำนวน 1,260 MW ที่ผลิตได้จากเขื่อนไซยะบุรี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยก็ได้ทำการเซ็นต์สัญญาซื้อพลังงานราว 95% ที่ผลิตได้จากเขื่อนดังกล่าวไปเรียยบร้อยแล้ว



ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจเลยที่เครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง จะออกมาประท้วงและแสดงความไม่พอใจ เนื่องจากประเทศไทยเองก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียระดับยักษ์กับเขื่อนไซยะบุรี และแน่นอนว่า ผู้มีส่วนได้เสียเหล่านั้นไม่ได้หมายถึงภาคประชาชน แต่เป็นภาคธุรกิจแทบทั้งหมด

ในขณะที่ทางประเทศลาว ก็ออกมากล่าวว่า คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงหรือ MRC นั้นมีหน้าที่เพียง ‘ให้ข้อมูล’ ในการสร้างเขื่อน แต่การตัดสินใจทั้งหมดนั้น อยู่ที่ประเทศลาวเอง ทั้งๆที่ได้มีการตกลงร่วมกันในความตกลงว่าด้วยการร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงแบบยั่งยืน
ความตกลงดังกล่าวกำหนดให้มีระเบียบปฏิบัติเรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement: PNPCA) โดยประเทศสมาชิกจะต้องแจ้งต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ในกรณีที่ประเทศสมาชิกมีโครงการพัฒนาสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ใดๆ บนแม่น้ำโขงสายหลักหรือแม่น้ำสาขา
การกระทำดังกล่าวทั้งจากประเทศลาว และนักธุรกิจในไทย ย่อมสร้างคำถามให้กับหลายคนว่า ‘ใครคือเจ้าของลำน้ำโขง’

ผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรี ที่ไม่ได้จบแค่ประเทศเดียว

แน่นอนว่าเขื่อนไซยะบุรี ย่อมส่งผลกระทบทั้งในเชิงระบบนิเวศและวัฒนธรรม และหากสังเกตจากที่ตั้งของเขื่อนจะพบว่า ผลกระทบจะกินลำน้ำโขงยาวเรื่อยไปถึงประเทศกัมพูชา ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่ทางคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงมีมติให้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

ผู้เขียนได้สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดจากเขื่อนไซยะบุรี และสรุปได้คร่าวๆดังนี้
  • การปิดกั้นลำน้ำของเขื่อนไซยะบุรี อาจทำให้พันธุ์ปลาจำนวน 43 สายพันธุ์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และยังเป็นเครื่องกีดขวางการอพยพตามธรรมชาติของปลาอีกอย่างน้อย 23 สายพันธุ์
  • รายงานคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติกัมพูชา และ World Fish Center ปี 2550 เปิดเผยว่ามีปลาเพียง 9 สายพันธุ์ในแม่น้ำโขงที่สามารถขยายพันธุ์ได้ในอ่างเก็บน้ำ และมีข้อบ่งชี้ว่าการทำประมงในอ่างเก็บน้ำไม่สามารถทดแทนการทำประมงตามธรรมชาติได้
  • เขื่อนไซยะบุรีมีความสูงถึง 48 เมตร แต่มีผู้เสนอให้ใช้แนวทางลดผลกระทบเรียกว่า ‘ทางปลาผ่าน’ ซึ่งหมายความว่าปลาจะต้องว่ายน้ำอพยพผ่านทางสันเขื่อนซึ่งมีความสูงเท่าตึก 15 ชั้น
  • เขื่อนจะทำให้น้ำท่วมเหนือสันเขื่อน 90 กิโลเมตร ส่งผลให้ประชาชนราว 2,000 คนต้องอพยพ และอีกว่า 200,000 คนที่จะได้รับผลกระทบต่อการดำเนินวิถีชีวิต
  • เขื่อนจะปล่อยกระแสน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในอัตรา 5,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ในขณะที่อัตราการไหลเฉลี่ยของแม่น้ำโขงในหน้าแล้งคือ 1,200 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำของลำน้ำโขงตอนล่างของเขื่อนเปลี่ยนแปลงราว 3 – 5 เมตรใน 1 วัน
  • ประชาชนหลายสิบล้านคนที่ใช้ชีวิตโดยพึ่งพิงลำน้ำโขงอาจต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต และอาจทำให้ผลผลิตทางประมงจากลำน้ำโขงตอนล่างลดลงกว่า 10,000 ตันต่อปี


Source : http://www.siamintelligence.com/who-is-the-owner-of-saiyaburi-dam/

ตะลุยสำรวจ ขุมทรัพย์พลังงานกลุ่มประเทศ CLMV

ในขณะที่ประเทศไทยและประเทศสมาชิกในอาเซียนจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 นั้น แน่นอนว่ายิ่งเศรษฐกิจมีการเติบโตเราก็ต้องใช้พลังงานมากขึ้น วันนี้เราจะพาทุกท่านดูความเคลื่อนไหวด้านพลังงานในกลุ่มประเทศสมาชิกใหม่แห่งอาเซียนอย่าง CLMV
ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น หลายประเทศก็มีสินค้าต่างๆ ส่งอออกค้าขายกันหลายชนิด แต่ที่เห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญเลยคือสินค้าพลังงาน เป็นสินค้าที่่หลายชาติอยากจะขวนขวายเพื่อให้ได้มา ยอมทำสงครามสู้รบกันเพื่อจะได้มา หรือถ้าไม่รบกันก็ใช้วิธีลับลวงพรางกันไป สิ่งที่น่าสนใจคือกลุ่มสมาชิกใหม่ที่เราชอบเรียกสั้นๆ ว่ากลุ่มประเทศ CLMV หรือ C กัมพูชา L ลาว M เมียนมาร์ V เวียดนาม ต่างก็มีของดีที่ซุกซ่อนเพราะด้วยที่ไม่ค่อยได้เปิดประเทศแบบเอิกเริกทำให้ทรัพยากรยังมีอยู่มาก
ที่สำคัญข้อมูลด้านพลังงานของประเทศเหล่านี้ก็ไม่ค่อยถูกเปิดเผยอะไรมากมาย มีแค่การประมาณการกันคร่าวๆ ขณะที่ประเทศในตะวันออกกลางสามารถวัดกันได้ว่ามีพลังงานเหลือสำรองมากน้อยแค่ไหน ก็เพราะตอนนี้สัมปทานการผลิตน้ำมันถูกประเทศมหาอำนาจเข้าไปมีบทบาทอย่างมาก จึงทำให้ CLMV เป็นกลุ่มประเทศเนื้อหอมด้านพลังงานเลยก็ว่าได้ ผิดกับพี่ไทยเจาะหาแหล่งพลังงานซะพรุนประเทศไปหมดแล้ว

เมียนมาร์(พม่า)

เป็นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าอย่างมาก โดยเฉพาะพลังน้ำ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ นับตั้งแต่ปลายปี 2531 เป็นต้นมา หลังจากที่รัฐบาลของสหภาพพม่า ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการบริหารประเทศ จากระบบการวางแผนจากส่วนกลาง เป็นระบบเศรษฐกิจแบบเสรีมากขึ้น
โดยดำเนินมาตรการสนับสนุนด้านการค้าเสรี และเปิดโอกาสให้ต่างประเทศ เข้ามาลงทุน เพื่อส่งเสริมการส่งออกเพิ่มขึ้น ได้มีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าในสหภาพพม่า ทั้งในแง่การตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศและการส่งออกไฟฟ้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ภาพจาก MOGP Summit

ด้านพรมแดนพม่าติดกับไทย จีน อินเดีย ด้วยความโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์มีพลังานมหาศาลติดอันดับต้นๆในอาเซียน แต่ด้วยเหตุที่พม่าถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกและพม่าปิดประเทศ ทำให้ในขาดองค์ความรู้สำหรับการขุดเจาะปิโตรเลียมมาใช้ แต่จีนซึ่งคอยหนุนหลังพม่ามาตลอดเข้ามาร่วมมือกับพม่าด้านพลังงาน ทำให้จีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ของพม่า ต่อมา อินเดียและไทยได้เข้ามาร่วมในบางโครงการ แต่ ณ ปัจจุบันพม่าเปิดประเทศมากขึ้นทำให้ชาติตะวันตกแห่กันมารุมทึ้งทรัพยากรของพม่าอย่างหิวกระหาย

ภาพรวมของทรัพยากรน้ำ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติของพม่า

ทรัพยากรน้ำ
เนื่องจากพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นที่ราบสูง โดยมีทิวเขาทอดยาวจากทิศเหนือและจดมาทางใต้ ประกอบกับได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทำให้สหภาพพม่ามีฝนตกชุก และมีทรัพยากรน้ำอย่างมากมายล้นเหลือ ในลุ่มน้ำบริเวณ Ayeyarwady, Sittaung, Thanlwin และ Chindwin
จากรายงานผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่า ทรัพยากรน้ำเหล่านี้สามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 37,000 เมกะวัตต์ โดยในจำนวนนี้จะเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ประมาณ 25,000 เมกะวัตต์ และที่เหลือจะเป็นโรงไฟฟ้าขนาดกลาง และขนาดเล็กซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้อีกเป็นจำนวนมากกระจายในบริเวณพื้นที่ทั่วไปของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้สหภาพพม่าได้ดำเนินการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำ และ ณ ปัจจุบันพม่ายังมีโครงการจะสร้างเขื่อน 3 เขื่อนบริเวณแม่น้ำสาละวิน ซึ่งได้มีเสียงออกมาคัดค้านอย่างมากจากชนกลุ่มน้อยเพราะจะกระทบต่อชีวิตชุมชนและประเด็นนี้อาจทำให้พม่าไม่สงบอีกครั้งก็เป็นได้
ถ่านหิน
ได้มีการประเมินว่าสหภาพพม่ามีปริมาณถ่านหินสำรองรวมทั้งสิ้นประมาณ 200-230 ล้านตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นถ่านหินประเภท Sub-bituminous และอยู่บริเวณพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ โดยมีเหมืองอยู่ 2 เหมือง ได้แก่ เหมืองถ่านหิน Kalewa ขนาดกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น ประมาณ 12,900 ตันต่อปี และเหมืองถ่านหิน Namma ขนาดกำลังการผลิต 25,810 ตันต่อปี อย่างไรก็ดีแหล่ง Kalewa จะเป็นแหล่งถ่านหินที่รัฐบาลของสหภาพพม่าพิจารณาว่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 200 เมกะวัตต์ได้ ในอนาคต
ภาพจาก Asiabiomass

ก๊าซธรรมชาติ
ในปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งบนบกได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อป้อนโรงไฟฟ้าแบบกังหันก๊าซจำนวน 2 หน่วย โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้าหน่วยละ 100 เมกะวัตต์ และเนื่องจากปริมาณก๊าซธรรมชาติจากแหล่งบนบกมีค่อนข้างจำกัด รัฐบาลแห่งสหภาพพม่าจึงได้มีการพัฒนาและสำรวจหาแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในทะเล แหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สำคัญซึ่งถูกค้นพบแล้ว คือ ยาดานา คาดว่าจะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองรวมทั้งสิ้น 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และเยตากุนอีก 1.2 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต โดยปัจจุบันมีหลายประเทศได้รับสัมปทานรวมทั้ง ปตท บริษัทสัญาชาติไทยด้วย

สปป.ลาว

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นประเทศขนาดเล็ก ที่กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายประการ การที่ลาวพยายามจะเป็น “แบตเตอรี่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ทำให้เกิดการตื่นตัวของอุตสาหกรรมไฟฟ้าพลังน้ำในลาวเป็นอย่างมาก ความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทยและเวียดนามประกอบกับนักลงทุนใหม่ๆ จากประเทศไทย จีน รัสเซีย เวียดนาม และมาเลเซียช่วยหนุนให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้เพิ่มมากขึ้น



ลาวมีรายได้หลักจากการส่งออกพลังงาน อาทิ ไฟฟ้าพลังน้ำของลาว รวมถึงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของพม่าให้กับจีนและอาเซียนลาวมีศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำสูงมาก ไทยจึงสนใจที่จะลงทุนก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำและรับซื้อไฟฟาจากลาว
ในส่วนของการสร้างเขื่อนการที่ลาวซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล และเป็นประเทศที่ยังไม่ได้ทำอะไรมากนักกับการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตรงช่วงที่ทั้งสองฟากฝั่งต่างอยู่ภายในพรมแดนของลาวนั้น จะทำให้เป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้มีรายได้เข้าประเทศ
ลาวมีการวางแผนการที่จะสร้างเขื่อนแห่งใหม่ๆ 10 กว่าแห่ง ทอดข้ามตอนล่างของแม่น้ำโขง อันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม เวียดนามได้ออกโรงแสดงการคัดค้านความมุ่งมาดปรารถนาในเรื่องเขื่อนไฟฟ้าพลังงานของลาวแล้ว นักวิจารณ์ในเวียดนามกล่าวว่าโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังงานเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 1,260 เมกะวัตต์แห่งนี้จะกลายเป็นความหายนะทางสิ่งแวดล้อม

กัมพูชา

กัมพูชาเป็นอีกประเทศที่ยังมีปัญหาเรื่องการนำทรัพยากรที่มีออกมาใช้ ทำให้เรื่องของไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคของกัมพูชา ทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนน้อยไม่คึกคักเหมือนประเทศอื่นๆ กัมพูชาอุดมไปด้วยแร่เหล็ก ทองคำ บ็อกไซต์ ไทเทเนียม และทองแดง รวมทั้งน้ำมันและก๊าซที่อยู่บริเวณนอกชายฝั่ง โดยปัจจุบันพื้นที่ของกัมพูชาถูกซอยออกเป็นแปลงๆ เพื่อทำการสำรวจพลังงาน ปัจจุบันบริษัทน้ำมันต่างชาติกว่า 10 บริษัทกำลังสำรวจในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งเชฟรอนจากสหรัฐฯ ที่ประกาศการค้นพบน้ำมันดิบในแปลงทะเลอ่าวไทย

ภาพจาก Energy Tribune

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทยและกัมพูชานี้สืบเนื่อจากกรณีปราสาทพระวิหาร เชื่อกันว่าศักยภาพปริมาณก๊าซในแหล่งดังกล่าวมีมาก รองรับใช้ได้อีก 30-40 ปี ซึ่งมีปริมาณสำรองก๊าซจำนวนมาก (ประมาณ 10 -11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต) มีขนาดพื้นที่ประมาณ 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตร
ทั้งนี้ ธนาคารโลกประเมินว่า แหล่งพลังงานในกัมพูชาน่าจะมีน้ำมันถึง 2 พันล้านบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติอีก 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต โดยจะสร้างรายได้ให้กัมพูชาไม่น้อยกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบบาร์เรลละ 60 ดอลลาร์)
กรณีนี้เชื่อได้เลยว่าไทยต้องเสียเปรียบอย่างแน่นอนนอกจากการแพ้คดีที่ศาลโลกของรัฐบาลไทยแล้ว รัฐบาลกัมพูชาได้มอบสัมปทานในการขุดสำรวจทำเหมืองในประเทศให้กับบริษัทต่างชาติราวๆ 128 บริษัท โดยบริษัทต่างชาติเหล่านี้จะเป็นเสียงสนับสนุนอันเข้ามแข็งของกัมพูชาได้เป็นอย่างดี
อีกด้านหนึ่ง คือพลังงานแสงอาทิตย์เป็นสิ่งที่ทางกัมพูชาสนใจอย่างมาก โดยขณะนี้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถูกอนุมัติและกำลังก่อสร้างไปแล้วในปี 2553 โดยรัฐบาลกัมพูชาวางแผนที่จะสำรองพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ ภายในปี 2563 โดยการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนทดแทน ในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังงานน้ำ พลังลมซึ่งกำลังดำนเนินการศึกษาอยู่ และพลังงานชีวมวล (Biomass)

ภาพจาก Energy-pedia

จากภาพด้านบน คือภาพที่ทั้งไทยและกัมพูชาต่างอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนเหนือพื้นที่ดังกล่าว ในพื้นที่ทับซ้อนนี้ เรียกว่า Overlapping Claims Area หรือ OCA ตั้งอยู่บริเวณอ่าวไทย ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2001 พื้นที่ OCA นี้ มีที่ตั้งห่างจากชายฝั่งราว 27,000 ตารางกิโลเมตร มีการประเมินคร่าวๆ ว่า มีก๊าซธรรมชาติอยู่บริเวณนี้ถึง 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
  • ปี 1972 กัมพูชาอ้างว่า พื้นที่บริเวณฝั่งตะวันตกเป็นพื้นที่ของกัมพูชา
  • ปี 1973 ไทยอ้างว่า พื้นที่บริเวณฝั่งตะวันออกเป็นของไทย
  • ปี 1991 ทั้งกัมพูชาและเวียดนามต่างอ้างว่าในทางตอนใต้เป็นเขตน่านน้ำของทั้ง 2 ประเทศ
ไม่ว่าฝ่ายใดจะอ้างว่าเป็นพื่นที่ของฝ่ายใด เราต่างก็เห็นกันอยู่และรู้ดีว่า ขุมทรัพย์มหาศาลของก๊าซธรรมชาติราว 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มันมากมายเกินกว่าจะให้เป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครอบครอง ดังนั้น บริเวณดังกล่าวจะถูกอ้างให้เป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างกันต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย
ประเด็นอยู่ที่ว่าทั้งไทย กัมพูชา หรือแม้แต่เวียดนาม จะหาทางตกลงเพื่อแสวงหาความร่วมมือระหว่างกันเพื่อสานประโยชน์ให้ได้กันทุกฝ่ายอย่างไร ถึงแม้จะมากน้อยต่างกันบ้าง แต่ก็ยังถือว่าได้ประโยชน์ และน่าจะเป็นหนทางที่น่าสนใจกว่าการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนเรื่อยไปแต่หาประโยชน์จากพื้นที่บริเวณ OCA ไม่ได้เลย

เวียดนาม

การเติบโตทางเศรษฐกิจสูงทำให้ความต้องการด้านพลังงานของเวียดนาม ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เวียดนามกำลังจะเป็นประเทศผู้นำเข้าถ่านหินใน 2-3 ปีข้างหน้าจากที่เป็นผู้ส่งออกถ่านหินในปัจจุบัน เวียดนามกำลังกังวลถึงความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการที่รัฐบาลเวียดนาม ประกาศนโยบายไม่ส่งออกก๊าซธรรมชาติ
ทางการเวียดนามประเมินว่า ในปี ค.ศ. 2020 มีเป้าหมายว่าจะยกระดับเป็นประเทศอุตสาหกรรมความต้องการพลังงานไฟฟ้าโดยรวมของเวียดนามอยู่ที่ 26,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งมากกว่าที่สามารถผลิตได้ในปัจจุบันถึง 2 เท่า

ภาพจาก Viet Nam Industrial Parks Investment Promotion

แหล่งพลังงานที่สำคัญของเวียดนามในอนาคตคือบางส่วนของหมู่เกาะสแปรตลีย์ ที่เวียดนามเรียกร้องสิทธิพร้อมกับอีกหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย จีน และไต้หวัน แต่ในที่สุดเวียดนาม จีน และฟิลิปปินส์ได้ทำข้อตกลงพัฒนาแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติร่วมกัน เหนือดินแดนข้อพิพาทนี้ในปีค.ศ. 2005 ได้สำเร็จ ทำให้อดีตคู่สงครามอย่างจีนหันกลับมาลงทุนร่วมกับเวียดนาม แต่อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งบริเวณทะเลจีนใต้ก็ยังเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่ คงต้องติดตามต่อไปว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยุติปัญหาความขัดแย้งนั้นได้หรือไม่
เวียดนามมีแหล่งน้ำมันสำรองที่สำรวจแล้วในระดับ 600 ล้านบาร์เรล และยังมีการค้นพบแหล่งน้ำมันสำรองเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ ในปีค.ศ. 2005 เวียดนามสามารถผลิตน้ำมันดิบได้วันละ 370,000 บาร์เรล ถึงแม้ว่าเวียดนามจะสามารถผลิตน้ำมันดิบได้เกินความต้องการ แต่ก็ยังต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ เพราะความสามารถในการกลั่นยังไม่สูงพอ
เวียดนามส่งน้ำมันดิบเป็นสินค้าส่งออกได้วันละ 110,000 บาร์เรลในปี ค.ศ. 2005 ส่วนใหญ่จะส่งไปยังญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีเป็นหลัก บริษัทผลิตน้ำมันใหญ่ที่สุดเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างเวียดนามกับรัสเซีย
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศลงทุนร่วมกับเวียดนามในการสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมถึง ปตท. สำรวจและผลิตของไทยด้วย จากความสามารถในการกลั่นที่จำกัดนี้เอง ทำให้เวียดนามดำเนินการลงทุนสร้างโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่อีก 2 โครงการ รวมไปถึงระบบขนส่งน้ำมันที่กระจายไปทั่วประเทศ และคาดว่าโครงการต่าง ๆ จะสำเร็จสมบูรณ์ภายใน 12 ปีข้างหน้า
เวียดนามจะยังคงเดินหน้าแผนพลังงานนิวเคลียร์ต่อไปตามเดิม หลังจากที่เลือกผู้ผลิตมาตั้งแต่ปี 2010 คือบริษัท Rosatom จากรัสเซียเตาปฎิกรณ์เตาแรกของเวียดนามมีแผนก่อสร้างในปี 2013 และน่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2020 จากนั้นจะมีการสร้างต่อเนื่องจนครบ 10 เตาในปี 2030 และเพิ่มขึ้นจนปี 2050 พลังงานนิวเคลียร์จะเป็นแหล่งพลังงานของประเทศถึง 25%

แผนเป้าหมายพัฒนาพลังงานแห่งชาติฉบับที่ 7 ของเวียดนาม

เป้าหมายของเวียดนาในการผลิตพลังงานจากแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติฉบับที่ 7
ภาพจาก The Socialist Republic of Vietnam

ในตอนนี้พลังงานของเวียดนามครึ่งหนึ่งมาจากน้ำมัน, 20% จากเขื่อน, 18% จากถ่านหิน, ที่เหลือเป็นก๊าซธรรมชาติส่วนก๊าซธรรมชาตินั้น เวียดนามมีระดับสำรองสูงถึง 6.8 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งเวียดนามได้ผลิตก๊าซธรรมชาติสำหรับใช้ภายในประเทศเท่านั้น โดยนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก นอกเหนือไปจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแล้ว เวียดนามยังมีแหล่งพลังงานธรรมชาติด้านอื่นอีก เช่น ถ่านหินแอนทราไซท์ที่มีปริมาณสำรอง 165 ล้านชอร์ทตัน (short tons) ซึ่งเวียดนามได้เพิ่มกำลังการผลิตจนทำให้สามารถส่งออกถ่านหินได้

เวียดนามได้วางแผนสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหินอีก 8 แห่งด้วยกำลังผลิตติดตั้ง 2,900 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินอยู่ในระดับ 25% ของการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งหมด โดยรัฐบาลคาดว่าปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าของประเทศจะพุ่งไปถึงระดับ 20,000 เมกะวัตต์

ถ่านหินยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าในเวียดนาม รัฐบาลเวียดนามจึงพยายามสร้างความมั่นคงด้านปริมาณถ่านหินด้วยการเร่งเจรจากับประเทศใกล้เคียง เช่น อินโดนีเซีย เพื่อนำเข้าถ่านหินอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งพลังงานจากพลังงานทดแทน อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานชีวมวล พร้อมทั้งให้สิทธิประโยชน์ด้านการเงินแก่บริษัทที่มีการคิดค้นพลังงานทดแทนใหม่และพัฒนาพลังงานทดแทนจากสิ่งเหลือทิ้งจากภาคเกษตรกรรมและขยะในชุมชนเมือง

จากทั้งหมดนี้เราจะพอเห็นภาพคร่าวๆ ในด้านมิติพลังงานของกลุ่มประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งส่วนหนึ่งก็เพราะยังไม่ได้มีการแปรรูปทรัพยากรมาใช้กันมาก ในเรื่องของตัวเลขทางสถิติเกี่ยวกับปริมาณของพลังงานที่เปิดเผยก็มีน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และตัวเลขเหล่านี้ก็ยังขาดความน่าเชื่อถือว่าจริงเท็จประการใด ก็คงต้องตามดูกันต่อไปว่าในกลุ่มประเทศ CLMV ทิศทางพลังงานจะเป็นเช่นไร หากความต้องการพลังงานของโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ จะเกิดการแทรกแซงจากมหาอำนาจนอกอาเซียนหรือไม่ ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป


source : http://www.siamintelligence.com/survey-energy-of-clmv-countries/

น.อ.ดร.สมัย ใจอินทร์ ร.น.: วิกฤตพลังงานเชื่อมโยง AEC และไทย 4/4

โลกมาถึงวิกฤติด้านน้ำมันอีกครั้งหนึ่งถามว่ายิวจะซัดกับอิหร่านไหมก็เป็นเรื่องต้องตามดูกัน เวลานี้ในอิรักบริษัทน้ำมันมีชาติตะวันตกเข้ามาถือสัมปทานทั้งหมดศักยภาพของอิรักผลิตน้ำมันเป็นอันดับ9ของโลก หากมีปัญหาเรื่องน้ำมันของอิหร่านก็ผลิตน้ำมันแทนอิหร่านสบาย แต่ในเมื่อเกิดวิกฤตคนที่เสียประโยชน์ตลอดคนเสียคือคนเอเซียที่เสียเปรียบตลอด การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุสช่องแคบมะละกาเราเสียประโยชน์มาตลอดอย่างน้อยราคาก็แพงกว่า3 -5 เหรียญ
กรณีสงครามในอิรักภาพเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนเป็นภาพตกขบวบอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทยมีการให้สัมปทานกับ มีปริโตนาสของมาเลเซีย มีส่วนร่วมอีกสองบ่อเป็นบ่อเล็กๆ มี BP Shell มีบริษัทของรัสเซีย ที่สหรัฐแบ่งปันผลประโยชน์น้ำมันให้กับกรณีสงครามของอิรักอย่างมีความสุขแต่น่าเสียดายที่ไม่มีธงชาติไทยในนั้นเลย

จากรูปซ้ายจากอาจาซีร่าสื่อที่เป็นกระบอกเสียงให้ชาติทางตะวันออกกลาง ฝั่งขวาก็เป็นข้อมูลของ BP ยักษ์ใหญ่ค้าน้ำมันซึ่งได้ประโยชน์จากสงครามครั้งนี้ทำให้ฐานะทางการเงินของ BP ฟื้นขึ้นมาซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าคิด
เคยเกิดวิกฤติพลังานที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งผมเรียกว่าวิกฤติลมปาก กรณีที่กาญจนบุรี มันเกิดจาการที่ใครบางคนไปให้สัมภาษณ์กระทบเปรียบเปรยปรเทศเพื่อนบ้านก๊าซเลยสะดุดวิกฤติพลังงานของไทยเลยเกิด กลายเป็นวิกฤติก๊าซจากพม่าไป

การเคลื่อนย้ายน้ำมันผ่านช่องแคบมะละกาซึ่งถือเป็นปริมาณมากที่สุดในขณะนี้ ความเสี่ยงจากช่องแคบมะละกาที่มีการขนย้ายน้ำมันมากที่สุด โดยผมอยากเสนอให้มีการลุกWEAST ในทางResauce ไม่ใช่จากพม่าที่เดียวตรงกลางเข้าไปอีกก็มีอีกเยอะ เพราะเราลุก EAST มานานแล้ว ฐานทัพเรือของเราที่ยังน้อยอยู่จึงอยากฝากให้เพิ่มกำลังทัพเรือตรงนี้เพื่อเพิ่มความั้นคงในทะเล ส่วนในอ่าวไทยไม่ต้องวางกำลังมาก ผมคิดว่าทะเลตะวันตกยังเป็นจุดอ่อนของประเทศไทย ส่วนจะเกิดวิกฤติหรือไม่ส่วนหนึ่งก็มีมีการเตรียมการจากสหรัฐและอังกฤษหากปิดข่องแคบฮอร์มุสในการสำรองน้ำมัน

สถิติทั้งหมดของการเกิดวิกฤติพลังงานในอดีต ความผันผวนของราคาผู้ซื้อรายเล็กอย่างไรขาดอำนาจต่อรองดูจาก GDP ของเรามีสัดส่วนต่อGDP ในการนำเข้าพลังงานสูง แต่นอกจากนำเข้าเราก็มีการส่งออกไปเป็นเคมีคอลล์ พลาสติก
อนาคตของโลกในกลุ่มกำลังพัฒนาประชากรประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มขึ้นหากเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วสังคมมีแต่คนแก่ ด้านการใช้พลังงานเราก็จะแซงเขาในเร็วๆนี้ และด้านรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น และเรื่องการใช้พลังงานก็มีดาวรุ่งอย่างพลังงานทดแทนเพิ่มเข้ามา

ตลอดการวิจัยของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างBP มีอิรักเข้าไปอยู่ด้วย แต่ฉากหน้าก็จะบอกว่าไม่ได้อยากพลังงานในอิรัก และคาดว่าต่อไปจากนี้อิรักจะส่งออกน้ำมันมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมมองต่อไปพลังงาทดแทนจะเป็นเทรนด์ที่กำลังมามากขึ้นญี่ปุ่นให้ความสนใจเป็นอย่างมาก การใช้พลังงานจากพืชจะเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยตอนนี้เอ็กทานอลในบราซิลและไทยทำแล้วต้นทุนไม่แพงประเทศไทยต้นุทน18-20บาท และในประเทศไทยมีการใช้พลังงานจากพืช 4 % และจะเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ โดยในการปลูกปาล์มน้ำมันที่ได้ผลผลิตที่ดีอยู่ในพื้นที่ปริมณฑลติดๆ กทม นี่เองและหากปลูกเยอะยังช่วยซับน้ำท่วมได้สเหมือนมีเขื่อน 1 เขื่อนดีๆนี่เอง ก็คือได้ประโยชน์มากจริงๆก็อยากให้มีการส่งเสริมปลูกกันมากขึ้น


พรรคเพื่อไทยเขียนแผนด้านพลังงานยาวไปถึง 10 ปี โดยรัฐบาลตั้งเป้าจากผู้ใช้ 8% เป็นส่งออก 25% ซึ่งเป็นเรื่องที่นักวิชาการตื่นเต้นมาก โดยถือเป็นยุทธศาสตร์ชั้นยอด แต่เราต้องปลูกพืช คงขุดมาเองไม่ได้ ซึ่งตอนนี้เรามีโรงเอ็กเทอนอล 20โรง สามารถสร้างงานได้ให้กับคนในพื้นที่ได้อย่างมาก

Source : http://www.siamintelligence.com/energy-crisis-linkages-aec-and-thailand-4-4/